posttoday
ลุ้นโมเดลใหม่เมียนมา ลดมั่นคง-มุ่งเศรษฐกิจ

ลุ้นโมเดลใหม่เมียนมา ลดมั่นคง-มุ่งเศรษฐกิจ

06 พฤศจิกายน 2558

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

เหลืออีกเพียง 2 วัน จะถึงกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ของเมียนมา ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ประชาชนเมียนมา นักธุรกิจ นักลงทุนทั่วโลก ต่างอยากรู้ยังคงเหมือนเดิม คือเมียนมาจะ“สตรอง” ขึ้นหรือไม่ โครงสร้างของประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

ประจวบ สุภินี นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ กรุงย่างกุ้ง วิเคราะห์ว่า ในอดีตนั้นเมียนมาให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากนัก หากเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว เมียนมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงสัก 80% ขณะที่เศรษฐกิจแค่ 20%

แต่เมื่อประเทศเข้าสู่ “ระบบเปิด” เมียนมาจึงต้องปรับสมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจใหม่ แต่แม้จะปรับเปลี่ยนแล้วก็ยังติดปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากเมียนมาไม่มีประสบการณ์ กฎหมาย แผน และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ จึงเหมือนเขียนไปตามหลักวิชาการ ยังไม่สามารถปฏิบัติให้ล้อกันไปได้เท่าที่ควร แม้จะส่งเสริมการลงทุน แต่ก็ยังเหมือนไม่ได้ส่งเสริม

“เลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าคนใหม่ได้ แทบจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เลย อาจเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นบ้าง เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ความท้าทายคือ ยังไม่มีใครเห็นทีมของคนใหม่”

ในทางตรงกันข้าม ประจวบ มองว่า หากพรรคเดิมได้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจะไม่หวือหวามากนัก แต่พรรคเดิมก็พัฒนารากฐานโครงสร้างไว้แข็งแรงแล้ว รวมถึงพรรคเดิมเองก็คงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากขึ้น ปีหน้าอาจเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจขึ้นมาเป็น 30% และภายใน 15 ปี เมียนมาเองก็คงต้องปรับมาเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคง

แต่หากทั้งสองพรรคของ
เมียนมาทำงานร่วมกัน โดยเอาจุดแข็งของแต่ละพรรคเข้ามาเสริม เมียนมาจะกลายเป็นประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-เมียนมา หลังการเลือกตั้งยังมีแนวโน้มเหมือนเดิม คือเน้นการค้าชายแดนเป็นหลัก แต่จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทยอยกันตบเท้าเข้าไปทำการตลาดให้แก่สินค้าของตัวเองในเมียนมา ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในเมียนมาอาจลดลง หากไม่ทำอะไร ธุรกิจไทยจึงควรเดินหน้าไปทำตลาดและสร้างแบรนด์ในเมียนมา

ขณะเดียวกัน บูรณ์ อินธิรัตน์ อดีตผู้อำนวยการ สคร. ณ กรุงย่างกุ้ง ซึ่งเพิ่งเกษียณอายุราชการกลับมาประเทศไทย มองว่า ตอนนี้ภาคเอกชนภายใต้สหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา (UMFCCI) ราว 70-80% ต่างต้องการเศรษฐกิจแบบเสรี จึงมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านเมียนมา

“กระแสของพรรคเอ็นแอลดีกำลังแรงขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ต่างก็สนับสนุนเมียนมาเข้าสู่ความเป็นเสรี หากอองซานซูจีหาทีมเศรษฐกิจได้ ก็อาจไปได้ดี”

แต่หากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้โครงสร้างต่างๆ ของเมียนมาน่าจะยังคงเดิม นโยบายคล้ายคลึงเดิม แต่อาจนำคนนอกเข้ามาช่วยด้านต่างๆ มากขึ้น

ในเชิงการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-เมียนมานั้น ขณะนี้มีการลงทุนจากไทยในเมียนมาเหลืออยู่ราว 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอันดับ 6 โดยราว 70% ของมูลค่าดังกล่าว เป็นการลงทุนด้านพลังงานของกลุ่มบริษัท ปตท. ขณะที่อีก 20-30% ก็ยังคงเป็นการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก มีบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าไปยังไม่มากนัก

“เมียนมาพยายามแก้ไขกฎหมายการลงทุนและกฎหมายต่างๆ ให้ง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริง กระบวนการต่างๆ ยังยากอยู่ ระบบระเบียบสังคม ระบบราชการยังขาดประสิทธิภาพ ข้าราชการไม่ได้กระตือรือร้นอย่างเต็มที่ ที่ดินย่างกุ้งแพงกว่าไทย 2 เท่า ความเหลื่อมล้ำยังสูง ชนชั้นกลางเพิ่งค่อยๆ เกิดขึ้น ทั้งหมดยังเป็นอุปสรรคการลงทุนที่รอการแก้ไข”

ความท้าทายเหล่านี้กระทบต่อการลงทุนของประเทศอื่นในเมียนมา เช่นกัน แม้ญี่ปุ่นจะบอกว่าอยากไปลงทุนเมียนมา แต่ปัจจุบันการลงทุนก็ยังเป็นเพียงอันดับ 10 เท่านั้น

ขณะที่ ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคเอ็นแอลดี อาจคว้าชัยชนะ หรือได้คะแนนสูสีใกล้เคียงกับพรรคยูเอสดีพี เนื่องจากการเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 พรรคเอ็นแอลดีสามารถกวาดที่นั่งในสภาได้มากที่สุด และเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งแบบ “ผู้ชนะกินรวบทั้งหมด”

เรื่องน่าสนใจคือใครจะเป็นประธานาธิบดี เพราะอองซานซูจีติดขัดคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญ ซูจีน่าจะต้องต่อรองกับชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ เพื่อหาผู้นำที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มอำนาจหลายๆ ฝ่าย

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาด้วยว่า ใครจะขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ของเมียนมาคนต่อไป เพราะ ผบ.สส.คือผู้ถือดาบสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกเรื่องคือช่วงสุญญากาศหลังการเลือกตั้งไปจนมีรัฐบาลใหม่  นโยบายสาธารณะมีแนวโน้มขาดความ
ต่อเนื่อง

สำหรับด้านการต่างประเทศ เมียนมาคงดำเนินนโยบายจัดอันดับชั้นวงแหวนทางการทูต โดยให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี ดุลยภาค เห็นต่างว่า หากพรรคเอ็นแอลดีขึ้นมา อาจทำให้นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายรองรับนักลงทุนต่างชาติติดขัดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะพรรคเอ็นแอลดีน่าจะหันไปให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท