
เข็น3อุตฯปักฐานทั่วภูมิภาค
บีโอไอหนุนอุตฯอาหาร-ยานยนต์-เครื่องนุ่งห่มปักฐานอาเซียน
บีโอไอหนุนอุตฯอาหาร-ยานยนต์-เครื่องนุ่งห่มปักฐานอาเซียน
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ศึกษาอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพในการออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน 3 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร ควรเข้าไปตั้งโรงงานแปรรูปผลิตผลในท้องถิ่น ส่วนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เหมาะที่จะเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ โรงงานผลิตส่วนประกอบต่างๆ รวมทั้งศูนย์บริการและซ่อมบำรุง และอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มควรเข้าไปลงทุนโรงงานผลิตเส้นใย โรงงานทอผ้า ย้อมผ้า และโรงงานตัดเย็บ
ปัจจุบัน นักลงทุนไทยมีแนวโน้มออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยมูลค่าเงินลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 5,000-6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนขนาดกลาง เพราะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไปกันก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่กลุ่มทุนขนาดเล็กก็อาจจะยังไม่มีความพร้อมพอ และประเทศเป้าหมายในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ที่นักลงทุนไทยสนใจออกไปลงทุนมากที่สุดคือ เมียนมา
“ในช่วงปี 2554-2555 เป็นช่วงที่มูลค่าการออกไปลงทุนต่างประเทศของไทยเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับเกือบหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพราะกลุ่มทุนขนาดใหญ่มีการขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศ แต่พอหลังจากนั้นการลงทุนในต่างประเทศก็เริ่มนิ่งขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนขนาดกลางที่เริ่มขยับขยายตามไป” นายโชคดี กล่าว
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าซีแอลเอ็มวีเป็นกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจและกำลังซื้อเติบโตเร็วมาก อีกทั้งยังมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานมาก แต่มีอัตราค่าจ้างแรงงานต่ำ นักลงทุนไทยจึงควรเข้าไปขยายฐานการผลิตและการบริการ เพราะเป็นการสร้างโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบเหล่านี้
สำหรับสถิติในปี 2557 พบว่า นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศรวมมูลค่ากว่า 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไปลงทุนในประเทศสิงคโปร์มากที่สุด มูลค่า 3,992 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นฐานการออกไปลงทุนในประเทศ อื่นๆ เพราะมีต้นทุนการดำเนินงานต่ำ รองลงมา อินโดนีเซีย 606 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมา 444 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาเลเซีย 425 ล้านเหรียญสหรัฐ สปป.ลาว 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม 308 ล้านเหรียญสหรัฐ กัมพูชา 256 ล้านเหรียญสหรัฐ และฟิลิปปินส์ 69 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ประเภทกิจการที่ไทยออกไปลงทุนมากที่สุด เป็นกิจการการผลิต 45% ส่วนมากเป็นการผลิตอาหาร และธุรกิจการเงินการธนาคาร การประกันภัย 13% และการขนส่ง การขายปลีก การซ่อมยานยนต์ 11%
อย่างไรก็ดี การออกไปลงทุนต่างประเทศของกลุ่มทุนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี ยังมีคู่แข่งจากประเทศจีน เกาหลี และสิงคโปร์ ที่มีการขยายการลงทุนเข้าไปยังเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนของไทยในอาเซียน 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 2558) อยู่ที่ 1.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าการลงทุนไทยในต่างประเทศ 6 เดือนปีนี้ รวมอยู่ที่ 4.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ







