posttoday
ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต 10 ปีที่รอความสำเร็จ

ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต 10 ปีที่รอความสำเร็จ

06 พฤศจิกายน 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การแก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่ง สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า การปฏิรูปภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการต่อไป

กระทรวงการคลังได้ผลักดันร่างประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิตจนผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปภาษีสรรพสามิต โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้รวบรวมเอากฎหมายสรรพสามิตที่เคยกระจัดกระจายเป็น 7 ฉบับ มารวมเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายสรรพสามิตเดิม คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในทุกสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต โดยมีการเปลี่ยนจากระบบการคิดฐานภาษีบนราคาโรงงานอุตสาหกรรม หรือราคาสำแดงนำเข้า (C.I.F) มาเป็นการคิดบนฐานราคาขายปลีกแนะนำแทน รวมทั้งมีการปฏิรูปวิธีการคิดภาษีจากเดิมที่เลือกเก็บจากด้านปริมาณหรือด้านมูลค่า อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงด้านเดียวมาเป็นระบบผสม กล่าวคือเก็บทั้งสองอย่าง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ ทำให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันของผู้ประกอบการ มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตคงได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบถึงผลดี-ผลเสีย เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการผลักดันแก้ไขกฎหมายนี้ มีความพยายามอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2549 เพื่อแก้ข้อพิพาทต่างๆ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน แต่การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมายังมีปัญหา ไม่สามารถไปถึงเป้าหมาย จากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

ประการแรก การขาดความต่อเนื่องทางการเมืองของรัฐบาล ทำให้การผลักดันแก้ไขกฎหมายสำคัญของประเทศต้องสะดุด หรือมีการแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด ส่งผลให้เกิดปัญหาเพิ่มตามมาแทนที่จะแก้ปัญหาให้ดีขึ้น

ประการที่สอง การขาดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แม้ในอดีตจะมีการจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นของผู้อยู่ใต้การบังคับของกฎหมายสรรพสามิต แต่ก็มิได้เป็นการรับฟังความเห็นอย่างแท้จริง ภาคเอกชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมาย ทำให้ภาคเอกชนคัดค้านและต่อต้านมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมสรรพสามิตกับภาคเอกชน เพื่อมาทำงานร่วมกันและมีการร่วมกันพิจารณาร่างประมวลฯ รายมาตราอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่หลักการและเหตุผล ไปจนถึงมาตราสุดท้าย นอกจากนั้น ยังมีการรับฟังความเห็นเป็นกลุ่มย่อยและเป็นรายอุตสาหกรรม

กระบวนการทำงานดังกล่าวที่เปิดให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงาน จึงได้กลั่นกรองออกมาเป็นร่างกฎหมายดังกล่าว ที่แม้อาจไม่ถูกใจทุกคน แต่ทุกฝ่ายก็ได้มีโอกาสให้ความเห็นทั้งคัดค้านและสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการทำงานร่วมกันระหว่างกรมภาษีกับผู้เสียภาษี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายของกรมสรรพสามิตยังต้องผ่านด่านหินทั้งกฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่ร่างกฎหมายจะออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 จึงต้องติดตามว่า 10 ปีของความพยายามในการปรับปรุงกฎหมายสรรพสามิตจะไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่

ที่สำคัญที่สุด หากกฎหมายใหม่ของกรมสรรพสามิตออกมามีผลบังคับใช้แล้ว จะสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้หรือไม่ ทั้งความเรียบง่ายของระบบการเก็บภาษี ไม่เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนในอดีต เพื่อให้ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เป็นที่ยอมรับและปราศจากแรงต่อต้าน

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความโปร่งใสระบบการคิดภาษีใหม่ที่เก็บจากปลายทาง (บนราคาขายปลีก) และระบบการเก็บแบบผสม (ทั้งมูลค่าและปริมาณ) จะต้องมีความโปร่งใสและชัดเจนว่าราคาขายปลีกที่แนะนำมีความหมายอย่างไร เก็บจากจุดไหน โดยรัฐไม่ควรให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจหรือแทรกแซงการกำหนดราคาขายปลีกแนะนำโดยไม่จำเป็น เพื่อลดปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมที่เป็นปัญหาใหญ่ของกรมภาษีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

สุดท้ายต้องคำนึงถึงหลักการคงรายได้ไว้เท่าเดิม เพราะในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ควรให้ประชาชนมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น เพราะจะยิ่งทำให้มีเงินในการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง สวนทางกับนโยบายของรัฐ

หากกฎหมายใหม่ของกรมสรรพสามิตยึดหลัก 3 ประการดังกล่าวได้ เมื่อมีการประกาศบังคับใช้ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท