
ส่องโอกาสไทย ส่ง ‘เกลือ’ ป้อนอาเซียน
อีกไม่นานไทยจะมีอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในประเทศเป็นครั้งแรก
โดย...EIC | Economic Intelligence Center
อีกไม่นานไทยจะมีอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นในประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งโปแตชคือส่วนผสมของปุ๋ยที่มีความสำคัญต่อการเร่งผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะยังเป็นที่ต้องการตราบใดที่จำนวนประชากรทั่วโลกเติบโตรวดเร็วและพื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด
ในขณะเดียวกัน หลายท่านอาจไม่ทราบว่าในกระบวนการผลิตโปแตชนั้น จะมีผลพลอยได้คือ “เกลือ” ในสัดส่วนที่สูงถึงราว 2-3 เท่าของปริมาณแร่โปแตชที่ผลิตได้ ซึ่งเกลือมีประโยชน์หลากหลายและมีความต้องการสูงทั่วโลก
เกลือเป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะนำมาใช้ในการบริโภคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในภาคการผลิตอีกด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี สารคลอรีนที่เป็นสารประกอบในเกลือจะถูกนำมาเติมในน้ำประปาเพื่อช่วยฆ่าเชื้อและดับกลิ่น อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตท่อพลาสติกพีวีซี ตลอดจนนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรค เช่น ยารักษาภูมิแพ้ และยารักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น
นอกจากนี้ ส่วนประกอบของเกลือที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ สารโซเดียม ซึ่งสารนี้ถูกนำมาใช้ในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมเคมีเช่นเดียวกัน เช่น โซดาไฟที่ใช้ทำสบู่ ผงซักฟอก และกระจก เป็นต้น รวมถึงโซดาแอ็ค หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเบกกิ้งโซดา ซึ่งเป็นส่วนผสมของผงฟูที่ใช้ในการทำเบเกอรี่
นอกจากนี้ ความต้องการใช้เกลือยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในธุรกิจอีกหลายด้าน เช่น ธุรกิจทันตกรรม ที่ใช้เกลือเพื่อช่วยในการฆ่าเชื้อ และเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทันตกรรม อีกทั้งธุรกิจสปาและเสริมความงาม ที่ใช้เกลือผลิตแป้งเกลือจืดหรือดอกเกลือสปา เพื่อใช้ในการขัดหรืออบผิว ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีราคาสูงมากในตลาดต่างประเทศ อนึ่ง ในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นอย่างประเทศในแถบทวีปยุโรปและสหรัฐ จะนำเกลือมาใช้เพื่อละลายหิมะบนถนนในฤดูหนาว
ทั้งนี้ ปริมาณความต้องการของเกลือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรในแต่ละปี ในขณะที่ประเทศที่สามารถผลิตเกลือได้นั้นมีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้หลายประเทศต้องมีการนำเข้าเกลือเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเพิ่มบทบาทในการส่งออกให้ไทยได้ในอนาคต
กลุ่มประเทศในอาเซียนมีการนำเข้าเกลือในสัดส่วนที่สูง เนื่องจากผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม โดยอินโดนีเซียมีปริมาณนำเข้าสุทธิสูงที่สุดในอาเซียนกว่า 2 ล้านตันในปี 2014 หรือราว 30% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมดในอาเซียน
ส่วนฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนามนั้น มีสัดส่วนการนำเข้าเกลืออยู่ที่ประมาณ 3-5 แสนตัน/ปี ตามลำดับ ส่วนไทยมีการผลิตและการใช้เกลือในประเทศที่ค่อนข้างสมดุล แต่เริ่มมีการนำเข้าสูงขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง ในปัจจุบันผู้ส่งออกเกลือรายใหญ่ให้กับอาเซียน คือ ออสเตรเลีย โดยมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 90% ส่วนจีน อินเดีย และญี่ปุ่น มีสัดส่วนการส่งออกเกลือรองลงมา
ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคตการทำเหมืองแร่โปแตชในไทยซึ่งจะมีเกลือเป็นผลพลอยได้จำนวนมากนั้น จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในอุตสาหกรรมเกลือในอาเซียน ผ่านการเพิ่มมูลค่าเกลือเพื่อลดการนำเข้าและผลิตเพื่อส่งออกต่อไป
ทั้งนี้ ในปัจจุบันโครงการเหมืองแร่โปแตชที่ได้อาชญาบัตรสำรวจแร่ในไทยมีจำนวน 2 โครงการ จะสามารถผลิตโปแตชได้กว่า 1 ล้านตัน/ปี และคาดว่าจะสามารถผลิตเกลือได้ราว 2-3 ล้านตัน/ปี
ข้อได้เปรียบหลักของไทยในฐานะผู้ส่งออกเกลือในอนาคต คือ ต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกกว่า ต้นทุนค่าขนส่งมีความสำคัญในธุรกิจเกลือ เนื่องจากต้นทุนการผลิตเกลือค่อนข้างต่ำ ทำให้ค่าขนส่งเกลือไปยังผู้นำเข้าบางประเทศมีสัดส่วนสูงเกือบเท่ากับมูลค่าเกลือ
ดังนั้น ไทยจึงมีความได้เปรียบในเรื่องของระบบขนส่งไปยังประเทศคู่ค้าในอาเซียนที่มีชายแดนติดกับไทย หรือประเทศที่มีระยะทางขนส่งที่ใกล้กว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งหลักคือออสเตรเลีย ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่า และจะสามารถแข่งขันด้านราคาได้
นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบในด้านของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ถูกกว่าออสเตรเลียถึง 10 เท่า ทำให้ได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า
อีไอซีมองว่ามีโอกาสอย่างสูงที่ผู้ผลิตเกลือในไทยจะสามารถก้าวเข้ามาเป็นผู้ส่งออกเกลือรายหลักของภูมิภาคอาเซียนได้ โดยแนวโน้มของความต้องการเกลือที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอาเซียนตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายประเทศในอาเซียนต้องนำเข้าเกลือสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมทั้งในด้านอุปทานเกลือที่มีปริมาณสูง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่โปแตช รวมถึงความได้เปรียบเหนือผู้ส่งออกรายอื่นในภูมิภาค ทั้งในด้านค่าขนส่งและค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ ทำให้อุตสาหกรรมเกลือจะก้าวเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในภาคการส่งออกของไทยในอนาคต







