
หลีกเลี่ยงลงทุนหุ้น SAMART
โดย...บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
โดย...บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำให้หลีกเลี่ยงลงทุนหุ้นบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) จนกว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องคดีความจากทางตำรวจ ซึ่งบริษัทคาดอย่างช้าน่าจะเห็นภายในสิ้นปีนี้
ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2558 ของ SAMART มีแนวโน้มอ่อนตัวจากไตรมาส 2 จากผลประกอบการของบริษัท สามารถไอโม-บาย (SIM) น่าจะอ่อนแอกว่าคาดมาก ในขณะที่บริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) ยังเป็นตัวเลือกที่เด่นที่สุดของกลุ่มเช่นเดิม
SAMART เปิดเผยว่า ได้เข้าชี้แจงกับทางตำรวจเรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันยังไม่มีหมายเรียกเข้ามาเพิ่มเติมแต่อย่างใด ณ ปัจจุบันคดียังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนน่าจะเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้บริษัทยืนยันว่าคดีความดังกล่าว ยังไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ กับธุรกิจ รวมถึงงานในอนาคตที่จะเข้าร่วมประมูล
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรไตรมาส 3 อ่อนตัวจากไตรมาส 2 โดยประเมินกำไรสุทธิ SAMART อยู่ที่ 210 ล้านบาท ลดลง 24% จากไตรมาส 2 และลดลง 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการที่อ่อนแอของ SIM เป็นตัวฉุดกำไรของกลุ่มให้ไม่สามารถฟื้นตัวได้จากไตรมาส 2 ขณะที่ SAMTEL, OTO และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนยังทำได้ในระดับปกติ
คาด SIM มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 20 ล้านบาท ลดลง 77% จากไตรมาส 2 และลดลง 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากประการแรกยอดขายมือถือที่อ่อนตัวลงราว 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ประการที่สอง ราคาขายที่ลดลง 11.5% ประการที่สาม กำไรขั้นต้นที่หดตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาส 2 และประการที่สี่ ค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูง
คาดกำไรสุทธิ SIM อยู่ที่ 20 ล้านบาท ลดลง 77% จากไตรมาส 2 และลดลง 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าว่าจะเพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท จากยอดขายมือถือที่อ่อนตัวลงราว 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาขายที่ลดลง 11.5% กำไรขั้นต้นที่หดตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาส 2 และค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูง







