posttoday
หนี้ครัวเรือน...กับดักเศรษฐกิจไทย

หนี้ครัวเรือน...กับดักเศรษฐกิจไทย

05 พฤศจิกายน 2558

ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ บางคนก็โทษการเมือง บางคนก็โทษเศรษฐกิจโลกชะลอตัว บางคนก็โทษโครงการประชานิยมของรัฐบาลก่อน เมื่อเราลองมาวิเคราะห์ดูกันดีๆ จะพบว่าปีนี้การส่งออกของประเทศเวียดนามและกัมพูชาคู่แข่งใหม่ของไทยเติบโตอย่างมาก ฉะนั้นปัจจัยเศรษฐกิจโลกแม้จะมีผลกระทบบ้างแต่คงไม่ใช่ปัจจัยหลัก ส่วนการเมืองหลังจากเกิดการปฏิวัติก็สงบกว่าที่ผ่านมา แต่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ส่วนโครงการประชานิยมก็ทำกันมาแทบทุกรัฐบาล แต่ทำไมถึงเพิ่งจะมาเป็นปัญหา

ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ บางคนก็โทษการเมือง บางคนก็โทษเศรษฐกิจโลกชะลอตัว บางคนก็โทษโครงการประชานิยมของรัฐบาลก่อน เมื่อเราลองมาวิเคราะห์ดูกันดีๆ จะพบว่าปีนี้การส่งออกของประเทศเวียดนามและกัมพูชาคู่แข่งใหม่ของไทยเติบโตอย่างมาก ฉะนั้นปัจจัยเศรษฐกิจโลกแม้จะมีผลกระทบบ้างแต่คงไม่ใช่ปัจจัยหลัก ส่วนการเมืองหลังจากเกิดการปฏิวัติก็สงบกว่าที่ผ่านมา แต่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ส่วนโครงการประชานิยมก็ทำกันมาแทบทุกรัฐบาล แต่ทำไมถึงเพิ่งจะมาเป็นปัญหา

สถิติของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตมาจากปัจจัยหลักๆ คือ การก่อหนี้! ลองมาดูตัวเลขกันดีกว่าครับ จีดีพีปี 2557 อยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท โตมาจาก 7 ล้านล้านบาท ปี 2547 ส่วนหนี้ภาคครัวเรือนปี 2557 อยู่ที่ 10.4 ล้านล้านบาท ขึ้นมาจาก 3.3 ล้านล้านบาท ปี 2547 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากเลยนะครับ

ใน 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตมา 6 ล้านล้านบาท แต่ว่าหนี้ภาคครัวเรือนก็โตมา 7 ล้านล้านบาทด้วยเช่นกัน อะไรนะ! แสดงว่าเศรษฐกิจไทยโตมาด้วยหนี้ล้วนๆ เลยหรือ คำตอบคือใช่ครับ แม้จะเทียบกันตรงๆ แบบนั้นเลยคงไม่ถูก เพราะจีดีพีเป็นรายได้และหนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบดุล แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจเราโตมาจากการก่อหนี้ โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือน

หนี้ภาคธุรกิจโตจาก 3 ล้านล้านบาท เป็น 5.8 ล้านล้านบาท แต่มีสัดส่วนต่อจีดีพีทรงตัว หนี้ภาครัฐโตจาก 2.3 ล้านล้านบาทเป็น 5.8 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หนี้ภาคเอกชนต่อจีดีพี ปัจจุบันสูงกว่าปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งแล้วนะครับ!

จากตัวเลขของธนาคารโลกเมื่อลองเทียบกับประเทศอื่นจะพบว่าไทยมีหนี้ภาคเอกชนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จะเป็นรองก็แต่สหรัฐ ญี่ปุ่น ไซปรัส และฮ่องกง ซึ่งสหรัฐกับญี่ปุ่นนั้นสกุลเงินเขาเป็นเงินสำรองของโลก ส่วนไซปรัสกับฮ่องกงก็เป็นแหล่งระดมทุนของรัสเซียและจีน จึงมีลักษณะพิเศษเฉพาะ

แล้วเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็คงจะซึมๆ กันไปหรือโตช้าๆ ไปอีกหลายปี เพราะหนี้ระดับสูงขนาดนี้ ธนาคารต่างๆ ก็เริ่มจะเป็นกังวลกับหนี้เสียที่มีโอกาสสูงขึ้นได้ซึ่งเกิดจากการเร่งปล่อยสินเชื่อในอดีต ส่วนจะทำอย่างไรให้หนี้ไม่เสีย ก็ต้องเพิ่มรายได้ให้โตเร็วกว่าหนี้ แต่การเพิ่มรายได้มันช้าและยากกว่าการเพิ่มหนี้ ภาครัฐก็จะมีแรงกดดันให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการกลับมาใช้หนี้เป็นเครื่องมืออีก

การมีหนี้เยอะยังมีความเสี่ยงอีกข้อหนึ่ง คือ เสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ย เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยต่ำมาก เศรษฐกิจเราจึงยังสามารถแบกปริมาณหนี้ที่สูงขนาดนี้ได้ แต่หากดอกเบี้ยกลับไปสู่ระดับ 3-4% เหมือนในอดีต มีความเป็นไปได้สูงที่ปริมาณหนี้เสียอาจปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้กู้ไม่มีความสามารถจะชำระหนี้ได้

แล้วพวกเราจะช่วยกันได้อย่างไรละครับ เราอาจทำได้โดยสร้างรายได้ให้โตเร็วกว่าหนี้ ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นที่ต้องการของโลกในอนาคต เช่น การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ การค้าผ่านอินเทอร์เน็ต การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และการลดต้นทุนค่าขนส่งที่ประเทศไทยยังสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาในระดับเดียวกัน นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วถ้าเรายังขยันก่อหนี้เร็วกว่าการสร้างรายได้ ก็เตรียมรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปภายในอีกไม่กี่ปีได้เลยครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท