
คาดหุ้นพ.ย.ลง
โดย...บล.ทิสโก้ และ บล.ทรีนีตี้
โดย...บล.ทิสโก้ และ บล.ทรีนีตี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มีมุมมองว่า หุ้นในเดือน พ.ย. มีแนวโน้มซิกแซ็กลง แต่มองเป็นโอกาสซื้อรอบสุดท้ายของปีนี้ เดือนที่แล้วกระแสเงินทุนต่างประเทศพลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน แต่มองว่าไม่ได้เป็นเงินไหลเข้าอย่างแท้จริง เป็นเพียงการซื้อคืนชั่วคราว หลังขายสุทธิสูงถึง 9.1 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
“แนวโน้มเงินไหลเข้ายังผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนข้างหน้า เนื่องจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญของโลกที่ผสมผสาน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อยู่ในช่วงการปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นมาสู่ระดับปกติ ซึ่งอาจมีการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่ธนาคารกลางสหภาพยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินจะอ่อนไหวไปตามสถานการณ์และข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ”
นอกจากเงินไหลเข้า จะมีแนวโน้มผันผวนจากการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันของธนาคารกลางสำคัญของโลกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เดือน พ.ย.นี้ MSCI จะเริ่มนำ American Depositary Receipts (ADRs) เข้าในการคำนวณดัชนี MSCI EM และ MSCI China โดยดอยช์แบงก์คาดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนใน ADRs ที่ได้รับการคัดเลือก ขณะเดียวกันจะมีเม็ดเงินไหลออกจากหุ้นจีน (H-Shares) ในปัจจุบันและประเทศอื่นๆ ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) ลดหลั่นกันไปตามน้ำหนักการลงทุนของแต่ละประเทศ สิ่งนี้จะส่งผลให้เงินไหลเข้ามีการเคลื่อนย้าย
สำหรับตลาดหุ้นไทยคาดจะมีผลให้น้ำหนักการลงทุนลดลงจาก 2.29% ในปัจจุบัน เป็น 2.25% ในเฟสแรกเดือน พ.ย. 2558 และ 2.21% ในเฟสที่ 2 เดือน พ.ค. 2559 โดยคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลออกราว 610 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 610 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลาดังกล่าวตามลำดับ รวมการเปลี่ยนแปลงทั้งสองเฟสในตลอดช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะคิดเป็นเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยราว 1,230 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.3-4.4 หมื่นล้านบาท (คิดที่ค่าเงินบาท 35.5-35.6 บาท/เหรียญสหรัฐ)
การบริโภคในประเทศคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ในไตรมาสนี้ ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่ทยอยออกมาต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา (คิดเป็น 2% ของอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี))
ขณะที่โครงการลงทุนภาครัฐน่าจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้น เพราะจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และคาดว่าจะปลุกยอดขายมือถือและกระแสการลงทุนต่อเนื่องในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยได้ ผสานกับเม็ดเงินกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ไหลเข้าปลายปีนี้
ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยให้ยกตัวสูงขึ้นได้ การจัดงาน Thailand Focus 2015 ระหว่างวันที่ 2-4 ธ.ค. น่าจะช่วยกระตุ้นดัชนีปรับขึ้นได้ด้วย อิงจากการศึกษาความเคลื่อนไหวของหุ้นไทยในอดีตช่วงที่มีการจัดงาน Thailand Focus นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นไทยมักขานรับในเชิงบวก (โอกาสขึ้นสูงถึง 88%) โดยการปรับตัวขึ้นเฉลี่ยสูงสุด +3.2% ในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากที่เริ่มมีการจัดงานวันแรก ดังนั้นเรายังเชื่อมั่นว่า ดัชนีปิดสิ้นปีนี้จะอยู่สูงกว่าระดับ 1,400 จุด ทั้งนี้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ของยังคงอยู่ที่ 1,410 จุด อิงจากสัดส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าปี 2559 ที่ 13.6 เท่า
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า คาดว่าดัชนีหุ้นเดือน พ.ย. จะแกว่งตัวในกรอบ 1,350-1,430 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนช่วงปลายเดือน คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อรับรู้ข่าวเชิงบวกจากประเด็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของ ECB บวกกับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจาก LTF และ RMF ที่จะไหลเข้าในตลาดหุ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และจะเป็นตัวช่วยพยุงตลาดไม่ให้มีการปรับฐานได้รุนแรงมากนัก รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันที่ 18-19 พ.ย. 2558 จะมีการสื่อสารด้วยถ้อยคำที่ผ่อนคลายต่อไป
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยกดดัน โดยให้ติดตามการประกาศตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน หากออกมาต่ำกว่าระดับ 50.0 อาจส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน สถานการณ์การปรับลดประมาณกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มูลค่าของดัชนีแพงขึ้นโดยปริยาย นอกจากนั้นการไหลของเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงอีกครั้ง หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) สหรัฐปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนในตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ลงทุนในหุ้น 20 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) บริษัท กุลธรเคอร์บี้ (KKC) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก (SUPER) บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท เอเวอร์แลนด์ (EVER) บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท เอส 11 กรุ๊ป (S11) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และบริษัท จีเอฟพีที (GFPT)







