
กรุงไทยยืดเวลาขาย‘ทริกเกอร์น้ำมัน’
กรุงไทยขยายเวลาขายทริกเกอร์ลงทุนน้ำมัน บล.ฟิลลิป แนะขายกำไรที่ 51 เหรียญสหรัฐ
กรุงไทยขยายเวลาขายทริกเกอร์ลงทุนน้ำมัน บล.ฟิลลิป แนะขายกำไรที่ 51 เหรียญสหรัฐ
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย เปิดเผยว่า บริษัทขยายเวลาขายกองทุนเคแทม ออยล์ ทริกเกอร์ ฟันด์ 5% (KTOIL5-1) ไปถึงวันที่ 5 พ.ย. 2558 จากเดิมเสนอขายระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-3 พ.ย. 2558
“ลูกค้าให้ความสนใจลงทุน KTOIL5-1 ค่อนข้างมาก จึงขยายระยะเวลาในการเปิดจำหน่ายออกไป” นางชวินดา กล่าว
ทั้งนี้ กองทุน KTOIL5-1 เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน United States Oil Fund ซึ่งเป็นอีทีเอฟ จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก มูลค่าเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเลิกกองทุน เมื่อมีกำไร 5% ภายใน 6 เดือน
บลจ.กรุงไทย เงื่อนไขการเลิกโครงการ เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 10.7 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ 10 บาท เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกันขึ้นไป และทรัพย์สินของกองทุนที่จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติจะต้องเป็นเงินสด โดยมูลค่าหน่วยลงทุนที่คืนให้กับผู้ถือหน่วยจะต้องไม่ต่ำกว่า 105% ของมูลค่าที่ตราไว้
หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นจนเป็นเหตุให้เลิกโครงการภายใน 6 เดือนนับจากวันจดทะเบียนกองทุนรวม บริษัทจะรับซื้อคืนทุกวันทำการ
นางชวินดา กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มจะทรงตัวในครึ่งปีหลัง และมีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวลดลง หลังจากที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบบางรายประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ ณ ระดับปัจจุบัน โดยนักวิเคราะห์ทั่วโลกได้ประเมินเป้าหมายราคาน้ำมันดิบปลายปีนี้ไว้ที่ 48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และในปีหน้าอยู่ที่ 57 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยอ้างอิงจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส (WTI)
ด้าน นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัปดาห์นี้ราคานํ้ามันมีแนวโน้มผันผวนในทางลงได้เล็กน้อย เนื่องจากปริมาณน้ำมันจะยังคงมีมากจากการที่โอเปกและรัสเชีย ยังคงกำลังการผลิตไว้ ส่วนทางสหรัฐลดกำลังการผลิตลงเล็กน้อย ทำให้ปริมาณน้ำมันยังคงมีมากอยู่ จึงแนะนำขายทำกำไรบางส่วนที่ 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และตัดขายขาดทุนหากราคานํ้ามันลงไปตํ่ากว่า 48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นอกจากนี้ นายสานุพงศ์ กล่าวถึงราคาทองคำในสัปดาห์นี้ ว่า น่าจะปรับลดลงมากกว่าขึ้น อยู่ที่ 1,120-1,155 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในเดือนหน้า แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนออกไปก่อน







