posttoday
เวียดนามและทีพีพี

เวียดนามและทีพีพี

04 พฤศจิกายน 2558

เวียดนามเป็นประเทศที่ 4 ของอาเซียนตามหลังจากบรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ได้เข้าร่วมข้อตกลง Trans-Pacific Partnership หรือทีพีพี ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และถูกจับตามองว่าเป็นประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้มากที่สุด ส่งผลให้เวียดนามจะเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย

เวียดนามเป็นประเทศที่ 4 ของอาเซียนตามหลังจากบรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ได้เข้าร่วมข้อตกลง Trans-Pacific Partnership หรือทีพีพี ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และถูกจับตามองว่าเป็นประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้มากที่สุด ส่งผลให้เวียดนามจะเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย

มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของเวียดนามจะเติบโตต่อเนื่องในอัตราสูงถึง 10.5% จนถึงปี 2568 และมูลค่าการส่งออกจะสูงกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้นเกือบ 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เวียดนามไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี

นับว่าสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเพื่อนในกลุ่มสมาชิกอาเซียนอีก 6 ประเทศที่ยังไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยและอินโดนีเซีย ทั้งหมดเป็นประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยการผลิต (Factor Driven) ทั้งสิ้น และล้วนมีเป้าหมายในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและมุ่งส่งออกในอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกันอย่างอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

เป็นที่จับตามองว่าเวียดนามจะก้าวมาเป็นคู่แข่งสำคัญของจีนด้านการผลิตและการเป็นข้อต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหลักของโลกแทนที่จีนด้วยซ้ำไป

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเวียดนามจะกลับมาเป็นดาวเด่นอีกครั้ง จากมูลค่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของเวียดนามไปตลาดสหรัฐในปี 2555 มีมูลค่ารวม 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 34% ของการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐ

เวียดนามยังมีมูลค่าการส่งออกในอุตสาหกรรมรองเท้าสูงถึง 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน และการเข้าร่วมทีพีพี ทำให้ภาษีการนำเข้าเป็นศูนย์ในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ สินค้าของเวียดนามจึงมีจุดแข็งมากยิ่งขึ้น

เมื่อประโยชน์ของการผลิตและการส่งออกจากเวียดนามมีมากมหาศาล นักลงทุนต่างชาติก็ยิ่งสนใจลงทุนในเวียดนามมากยิ่งขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ เวียดนามเองก็พยายามเปิดรับนักลงทุนต่างชาติให้สะดวกยิ่งขึ้น เห็นได้จากนโยบายที่ผ่อนปรนของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง และการจัดอันดับ Ease of Doing Business โดยธนาคารโลกในปี 2016 เวียดนามขยับดีขึ้นจากลำดับที่ 93 มาสู่ลำดับที่ 90

ท่ามกลางข่าวดีที่จะมีเม็ดเงินลงทุนทางตรงไหลเข้าสู่เวียดนามเพิ่มมากขึ้น ก็มีข้อกังวลด้านความพร้อมของภาคเอกชนเวียดนาม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเวียดนามยังเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 44% อยู่ในภาคการเกษตร 33% อยู่ในภาคบริการ และ 23% อยู่ในภาคการผลิตอุตสาหกรรม

เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับคนเวียดนามในระยะยาว เวียดนามเองจึงต้องเร่งสร้างขีดความสามารถและความพร้อมของภาคเอกชน รวมถึงเอสเอ็มอีของตนเองให้พร้อมรับการแข่งขันที่จะหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับโอกาสจากการลงทุนต่างชาติที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท