
เร่งปราบมาเฟียท่องเที่ยว รับเปิดเสรีอาเซียน
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
"การทำงานของตำรวจท่องเที่ยวในยุคผม จะไม่มีเจรจา แต่ใช้ยาแรงในการแก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ เช่น ร้านจิวเวลรี่ขายสินค้าราคาเกินจริง ปัญหาหลอกลวงนักท่องเที่ยว ไกด์เถื่อน ทัวร์เถื่อน โดยจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปัญหาที่หมักหมมมายาวนานหมดไปภายใน 3 เดือน" นี่คือคำกล่าวอย่างมุ่งมั่นของ พล.ต.ต สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว ที่ตั้งเป้าผลักดันไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยสูงสุดในอาเซียน
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บอกว่า แผนยุทธศาสตร์การทำงานของ ตร.ทท.ในปี 2559 เน้น 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1.การรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาที่เดินทางท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประเทศไทย 2.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรตำรวจท่องเที่ยวให้เป็นที่ไว้วางใจ เน้นการบริการที่สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ และ 3.ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปีนี้
ด้านแผนเตรียมความพร้อมหลอมรวมกันของสมาชิกชาติอาเซียน ตำรวจท่องเที่ยวได้เชิญตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือตำรวจท่องเที่ยว กลุ่มอาเซียนพลัส ซึ่งประกอบด้วย 10 ชาติอาเซียน และจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมวางแนวทางทำงานร่วมกันเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว
ตลอดจนจุดเสี่ยงและข้อควรระวังรับมือกับปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ เพื่อให้การป้องกันปราบปรามเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถประสานความร่วมมือกันระหว่างชาติสมาชิกได้ เช่น การเดินทางท่องเที่ยวข้ามแดนโดยรถยนต์ส่วนตัว การส่งตัวผู้ร้ายข้ามชาติ เป็นต้น ช่วยลดปัญหามิจฉาชีพ กลุ่มผู้มีอิทธิพลของแต่ละชาติ กรณีเกิดเหตุสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ก่อเหตุหรือผู้ต้องสงสัยได้ทันที
นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวไทยจะเป็นต้นแบบก่อตั้งหน่วยปฏิบัติงานตำรวจที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะให้กับตำรวจอาเซียนที่ต้องการตั้งตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้มีหลายชาติให้ความสนใจ เช่น เมียนมา อินโดนีเซีย เพื่อรองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยวของประเทศตัวเองในอนาคต
ด้านแนวทางสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยสูงสุด ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมบูรณาการความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแผนการทำงานร่วมกัน ทั้งการประสานความร่วมมือกับตำรวจท้องที่ ตำรวจน้ำ สมาคมด้านการท่องเที่ยว ให้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษากฎระเบียบการประกอบธุรกิจที่ถูกต้อง เช่น การนำเที่ยวชาวต่างชาติท่องเที่ยวบนรถบัส ต้องใช้มัคคุเทศก์ (ไกด์) ไทย เป็นหัวหน้าทัวร์ จากที่ผ่านมาบริษัททัวร์ส่วนใหญ่เลือกใช้ไกด์ต่างชาติ หรือนำไกด์มาจากประเทศของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าไทยมีไกด์ไม่เพียงพอที่จะให้บริการนักท่องเที่ยว เช่น ภาษาจีน เกาหลี รัสเซีย แต่นับจากนี้จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ไกด์ไทย 1 คน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมผลิตบุคลากรไกด์ให้ทันต่อความต้องการด้วย
"ตำรวจต้องตั้งใจทำงาน เอาจริงเอาจัง ดึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง วางกรอบกติการ่วมกันทำตามกฎหมาย โดยนำหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์มาใช้ควบคู่ เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไข" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว
สำหรับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร จะเร่งฝึกฝนให้ตำรวจท่องเที่ยวมีศิลปะการเข้าจับกุมในพื้นที่ พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว กรณีบริษัททัวร์ ไกด์ ลอยแพนักท่องเที่ยว การเสริมประสิทธิภาพของล่ามแปลภาษา ให้มีทักษะการทำงานใกล้เคียงกับตำรวจท่องเที่ยว โดยเตรียมนำหลักสูตรการฝึกร่างกายจากค่ายนเรศวรมาฝึกล่ามด้วย
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บอกว่า ในส่วนการปรับโครงสร้างการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว เตรียมเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พิจารณาเพิ่มอำนาจการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้การปฏิบัติงานของตำรวจท่องเที่ยวครบวงจร สามารถนำผู้กระทำผิดมารับการลงโทษได้ตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาการให้อำนาจเฉพาะจับกุมผู้กระทำผิดส่งให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการต่อ ส่งผลให้ลดทอนโทษเบาลง ทำให้ผู้กระทำความผิดกล้ากระทำการต่อเนื่องโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
หากแนวทางการบริหารจัดการเหล่านี้สามารถประสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงานร่วมปัดกวาดให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีความปลอดภัย อุ่นใจได้ตามเป้าหมายนโยบายที่ตั้งไว้ เชื่อว่าจะช่วยผลักดันไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยมากขึ้นไม่มากก็น้อย







