
ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายใต้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว 3 ระยะแห่งการฟื้นตัว
สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ไปร่วมงานรับน้อง วปอ.58 มีเพื่อนๆ วปอ. ถามผมว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มีผลอย่างไรบ้าง ดังนั้นในบทความนี้ผมจะพูดถึงผลของมาตรการดังกล่าวต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ซึ่งจะทำให้ประเทศผ่านพ้นช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและไม่แน่นอนไปได้
สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ไปร่วมงานรับน้อง วปอ.58 มีเพื่อนๆ วปอ. ถามผมว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มีผลอย่างไรบ้าง ดังนั้นในบทความนี้ผมจะพูดถึงผลของมาตรการดังกล่าวต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ซึ่งจะทำให้ประเทศผ่านพ้นช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและไม่แน่นอนไปได้
ก่อนอื่นผมอยากนำเสนอภาพเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ยังคงขยายตัวร้อยละ 3.1 ต่ำกว่าประมาณการและหดตัวจากปีที่แล้ว แต่ปีหน้าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอาจโตถึงร้อยละ 3.5 โดยกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอที่ส่วนใหญ่อาศัยรายได้จากการส่งออกสินค้าคอมโมดิตี้ ต่างได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าตกต่ำ เช่น บราซิล รัสเซีย ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย รวมทั้งไทยด้วย ขณะที่กลุ่มประเทศในยุโรปเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ค่อยดีนัก เช่น การประกาศลดพนักงานจำนวนมากของธนาคารขนาดใหญ่ทั้ง Deutsche bank, Credit Swiss หลังจากขาดทุนจำนวนมาก ส่วนอเมริกาเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 5.3 แต่การบริโภคภายในประเทศและการส่งออกยังไม่เข้มแข็งนัก ส่งผลให้ FOMC ต้องเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วหลายครั้ง ขณะที่กลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดี ได้แก่ จีน แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ชะลอตัวลงพอสมควร และยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจากเกิดปัญหา Shadow Banking และฟองสบู่ในตลาดหลักทรัพย์จีน ขณะที่อินเดียถือว่าเป็นประเทศเดียวที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 7.4 แต่ในอัตราที่ชะลอ ขณะที่ตัวเลขหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 4.3
การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทยภายใต้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ในระยะแรกถือว่าเป็นระยะของการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งต้องขอชื่นชมทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เข้าใจปัญหาและเข้ามาจัดการอย่างรวดเร็ว โดยการส่ง Package กระตุ้นเศรษฐกิจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณจากภาครัฐว่าเอาจริง ขณะเดียวกันก็ได้รับเสียงตอบรับจากทุกภาคส่วนว่านโยบายเศรษฐกิจที่ออกมานั้นมาถูกทางแล้ว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เพราะสามารถหยุดยั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้แล้ว คาดว่าในไตรมาส 3 น่าจะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดของปี แล้วจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพราะจะมีเม็ดเงินเริ่มหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ธนาคารออมสินเองได้มีส่วนในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยให้กับกองทุนหมู่บ้านฯ 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเบิกจ่ายได้แล้วกว่า 21,143 ล้านบาท คาดว่าเมื่อสิ้นโครงการจะมีประชาชนได้รับเงินกู้มากกว่า 1.5 ล้านคน โครงการสำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก และผมเองก็มีความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการหมู่บ้านที่จะปล่อยสินเชื่อได้ตรงวัตถุประสงค์ เพราะจะทำให้เงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านได้หลายรอบ ขณะโครงการปล่อยกู้ Soft Loan สำหรับธุรกิจ SMEs ผ่านธนาคารพาณิชย์จำนวน 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันเบิกจ่ายมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ร่วมลงขันจัดตั้งกองทุน Capital Fund จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ SMEs ขนาดเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่ม Start-up และล่าสุดธนาคารออมสินก็สนับสนุนวงเงินสินเชื่อเคหะดอกเบี้ยต่ำจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ให้ลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้น้อย ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น อีกทั้งภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีสภาพคล่องและมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น
สำหรับระยะที่สองผมคิดว่าน่าจะเป็นโหมดของการปฏิรูป เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันหลักของประเทศ โดยทีมเศรษฐกิจมุ่งที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความสมดุลลดการพึ่งพิงการส่งออก เน้นการเติบโตภายในด้วยการสร้างผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนให้มีความแข็งแรงด้วยเทคโนโลยี วิธีการบริหารจัดการและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการนำระบบ Cluster มาใช้ เพื่อสร้างกลุ่มธุรกิจที่มีความเข้มแข็งเชื่อมโยงทั่วทั้งประเทศ ซึ่งธนาคารออมสินเองก็จะมีโครงการสินเชื่อที่มุ่งเน้นผู้ประกอบการ SME ในภูมิภาค โดยร่วมกับสภาพอุตสาหกรรมและหอการค้าแต่ละจังหวัดให้คัดเลือกลูกค้าที่มีศักยภาพให้แก่ธนาคาร นอกจากนั้นยังมีโครงการประกวดสุดยอดแนวคิดธุรกิจคนรุ่นใหม่ “ออมสินจากร้อยสู่เงินล้าน” ซึ่งมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,500 ทีม และมีโครงการจัดประกวดองค์กรการเงินชุมชนดีเด่นระดับประเทศ รวมถึงโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฐานราก เพื่อวิจัยเศรษฐกิจและนำเสนอผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยคาดหวังว่าธนาคารออมสินจะเป็นศูนย์รวมข้อมูลเศรษฐกิจระดับฐานรากที่สำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเฟสนี้มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมุ่งไปสู่การเป็นสังคมแห่งนวัตกรรมในอนาคต
การขับเคลื่อนในระยะสุดท้ายจะเป็นการสร้างความเชื่อมโยงจากธุรกิจอุตสาหกรรมภายในประเทศที่มีการพัฒนาขีดสมรรถนะและสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากห่วงโซ่การผลิตที่มีอยู่เดิมหรือพัฒนาขึ้นใหม่ และเชื่อมโยงสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลกมากขึ้น โดยเป็นการสร้างอุปสงค์จากเศรษฐกิจที่มีการพัฒนารูปแบบให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของเรากลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนดังเดิม ดังนั้นสิ่งสำคัญในขณะนี้ก็คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลที่เป็นหัวใจในการนำไปสู่ความสำเร็จในระยะต่อไปคือ การพัฒนาขีดความสามารถหลักให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มตรงกับความต้องการของตลาด และการสร้างความเชื่อมโยงเพื่อสร้างอุปสงค์และตลาดใหม่ๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งต้องขอปรบมือให้รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่ใช้เวลาอันสั้นในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น โดยอาศัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะต่อไปภายในเวลาอันไม่ไกลเกินรอครับ...







