
เงินทุนไหลกลับ (ชั่วคราว) เข้าตลาดหุ้นเอเชีย
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payroll) ของสหรัฐออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ค่อนข้างมาก (ออกมาที่ระดับ 1.42 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2 แสนตำแหน่ง) ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ และเริ่มทยอยคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มี.ค.ปีหน้าเป็นอย่างเร็วที่สุด
การเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยของเฟดดังกล่าว ส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ปรับขึ้นแรง พร้อมกับค่าเงินที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาดัชนีหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นไปแล้วกว่า 10% ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นเกือบ 3%
แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มประเทศในเอเชียต่างๆ แล้ว ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกมากพอที่จะทำให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้พลิกกลับมาแข็งค่าได้ในระยะยาว ขณะที่เฟดไม่น่าจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกไปได้อีกนานมากนัก ทำให้เชื่อได้ว่าเงินทุนที่ไหลกลับมาจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น และเมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อไร (โดยไม่ต้องรอให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยจริง) เงินร้อนเหล่านี้ก็พร้อมจะไหลกลับไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนกลับมาอยู่ในทิศทางอ่อนค่าและตลาดหุ้นกลับมาสู่ขาลงอีกครั้ง
จากการศึกษาผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งล่าสุดในปี 2004 ราคาหุ้นของเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 6 เดือนก่อนหน้าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก จากเงินทุนที่ไหลกลับไปสหรัฐ ขณะที่หุ้นสหรัฐและหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ แสดงว่าเงินทุนที่ไหลกลับไปสหรัฐมีต้นทางมาจากประเทศในเอเชียและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่างๆ มากกว่าจะไหลออกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การลงทุนในตลาดหุ้นของสหรัฐและยุโรปในช่วงที่เฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ย จึงน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยพยายามจับจังหวะลงทุนตามกระแสเงินร้อนที่ไหลเข้าและออก
และด้วยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐงวดไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนใหญ่ดีกว่าที่ตลาดคาด ทำให้นักกลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมากกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ อย่างไรก็ตามในระยะสั้น ตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะมีความผันผวนได้บ้างจากปัญหาเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่่จะหมดอายุลงในวันที่ 3 พ.ย.นี้







