
เสี่ยง!คนไทยออมน้อยลง ส่อไร้สุขหลังเกษียณ
วันที่ 31 ต.ค.ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันออมแห่งชาติ เพื่อให้คนไทยเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการออม
วันที่ 31 ต.ค.ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันออมแห่งชาติ เพื่อให้คนไทยเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการออม แต่ปรากฏว่าการออมของประเทศในไตรมาส 2 ปีนี้ลดลงจากไตรมาสแรก ขณะที่การออมในรูปแบบการลงทุนในกองทุนรวมยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยภาวะการออมของประเทศ พบว่า ไตรมาสแรกของปีนี้มียอดการออมจำนวน 1.16 ล้านล้านบาท ขณะที่มีการลงทุน 7 แสนล้านบาท ส่งผลให้เหลือเงินออมสุทธิ 2.9 แสนล้านบาท แต่หลังจากนั้นในไตรมาส 2 การออมปรับตัวลดลง 26% โดยมียอดการออมอยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาท ขณะที่มีการลงทุน 7.3 แสนล้านบาท ส่งผลให้เหลือเงินออมสุทธิ 3 หมื่นล้านบาท
ชาติชาย กล่าวว่า การออมของประเทศที่ลดลงเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจากปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ประชาชนมีเงินออมน้อยลง และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ทำให้มีการนำเงินไปออมในตราสารหนี้และตลาดทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สถานการณ์การออมทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ลดลง อาจเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้ของประชาชนลดลงและกำไรของภาคธุรกิจก็ลดลง
อย่างไรก็ตาม การออมของประชาชนในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับความต้องการใช้เงินเพื่อรองรับกับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตยังถือว่าไม่เพียงพอ อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงและอาจจะเป็นปัญหาได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีนโยบายผลักดันให้ประชาชนมีการออมให้สูงขึ้น ปัจจุบันรัฐบาลได้ผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพิ่มช่องทางการออมของแรงงานนอกระบบ ซึ่งก็ยังเป็นระยะเริ่มต้น โดยระยะต่อไปสิ่งที่ภาครัฐควรจะดำเนินการเพิ่มขึ้นคือ การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน และการเข้าถึงแหล่งการลงทุนและการออม
“หากประชาชนมีความรู้ทางการเงินแล้ว ต่อให้มีใครมาออกนโยบายกระตุ้นการบริโภคเพียงใด ประชาชนก็จะรู้ว่าความพอดีของการใช้จ่ายและการออมนั้นอยู่ตรงไหน” ปรเมธี กล่าว
ด้าน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การออมในไตรมาส 2 ที่ลดต่ำลงอาจเป็นไปตามฤดูกาลที่จะมีเงินออมน้อยทุกปีอยู่แล้ว โดยไตรมาสแรกของทุกปีจะมีเงินออมของประเทศสูงสุด เนื่องจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวของภาคการเกษตร
สิ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องหาทางแก้ไข คือ การออมส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่ผู้มีรายได้สูง ซึ่งมีสภาพคล่องเหลือจำนวนมาก ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางที่มีรายได้ค่อนไปทางน้อยนั้นแทบจะไม่มีเงินออม เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ ที่รวมถึงหนี้บ้าน หนี้รถยนต์คันแรก เมื่อผู้มีรายได้น้อยพบกับภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำซ้ำเติมอีกจึงไม่มีเงินออมเลย
สมชัย กล่าวอีกว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีการตั้งกองทุนการออมแห่งชาติขึ้น แต่ก็แก้ไขปัญหาการออมของผู้มีรายได้น้อยได้เพียงระดับหนึ่ง แม้ว่ารัฐบาลจะจูงใจด้วยการร่วมจ่ายเงินสมทบแล้วก็ตาม คาดว่าจะมีผู้สมัคร กอช.เพียง 2 ล้านคน จากแรงงานนอกระบบราว 20 ล้านคน
“เรื่องนี้จะเป็นโจทย์ใหญ่ เป็นระเบิดเวลาของเศรษฐกิจไทย เมื่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่มีการออม หรือออมน้อย และอายุมากขึ้น จึงเป็นเรื่องน่าห่วง” สมชัย กล่าว
สำหรับการออมในรูปแบบการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมนั้น กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า 9 เดือนแรกของปี 2558 มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิในกองทุนรวมเกือบ 5 แสนล้านบาท แต่นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมองหาและย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ส่งผลให้กองทุนตลาดเงิน (Money Market) และกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short Term Bond) กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางและระยะยาว (Mid/Long Term Bond) ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนสูงสุด โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิทั้งสิ้น 169,463 125,967 และ 104,480 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่กองทุนที่มีการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง หรือ High Yield Bond ในต่างประเทศ พบว่ายังคงมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องกว่า 100,576 ล้านบาท โดยใน 9 เดือนแรก มีเงินไหลออกกว่า 1.4 แสนล้านบาท แต่กองทุน High Yield Bond เริ่มจะได้รับความนิยมลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอัตราผลตอบแทนที่ลดลงอยู่ที่ระดับเพียง 1.8-2.5% เท่านั้น
ทั้งนี้ กองทุนที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดตลอดปีนี้ คือ กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (ไม่รวมกองทุน Term Fund) เรียกได้ว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีเงินลงทุนไหลออกนอกประเทศสุทธิกว่า 107,473 ล้านบาท จากกลุ่มดังกล่าว
สำหรับกลุ่มกองทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้ลงทุน คือ กองทุนที่มีการลงทุนเกี่ยวกับสุขภาพ หรือ Healthcare มีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 3.85 หมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 5.38 หมื่นล้านบาท รองลงมา กลุ่มกองทุนหุ้นญี่ปุ่น มีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 2.37 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันกองทุนกลุ่มที่ลงทุนในต่างประเทศ (ไม่รวมกองทุน Term Fund) มีจำนวน 304 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 3.09 แสนล้านบาท เติบโตจากสิ้นปีที่แล้ว 40.18% โดยกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศยังครองส่วนแบ่งสูงสุด 61.82% ตามด้วยกลุ่มกองทุนผสมที่ 18.37% ที่เหลือประมาณ 20% ได้แก่ กองทุนทองคำและกองทุนตราสารหนี้
ขณะที่กองทุนหุ้นไทย (ไม่นับรวมกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF) ได้รับผลกระทบโดยตรงจากตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนในไตรมาส 3 นี้ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมลดลง -7.47% มาอยู่ที่ 163,526 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิตลอดทั้งปี 4,580 ล้านบาท โดย 2 กลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างชัดเจนในปีนี้คือ กลุ่มกองทุน Passive Fund มีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 1,700 ล้านบาท และกลุ่มกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กที่หลาย บลจ. ทยอยออกกองทุนในกลุ่มดังกล่าวมาเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุน
ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558 กองทุนรวมทั้งระบบมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (AUM) ที่ 3.96 ล้านล้านบาท เติบโต 4.07% จากสิ้นปีที่ผ่านมา ลดลงจากช่วงที่ผ่านมา AUM เคยทะลุ 4 ล้านล้านบาท แต่ย่อตัวลงมาจากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังพบว่านับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 ต.ค. ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักลงทุนไทยยังคงมีการซื้อหุ้นสุทธิ 57,564.70 ล้านบาท แม้ว่าภาวะการลงทุนไม่ดี ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความตกต่ำของเศรษฐกิจไทย ทำให้นักลงทุนต่างประเทศมีการระบายขายหุ้นไทยมากถึง 107,333 ล้านบาท







