
ระบบรางกับกทม.
ระบบรางกำลังมาแรง รัฐบาลกำลังจะควบรวมการรถไฟแห่งประเทศไทย BTS/MRT/BRT ทุกฝ่ายรวมทั้ง กทม. เมืองใหญ่ของไทยและของ AEC ให้เป็นจริง ในอนาคตอันใกล้ กทม.ของเราจะปรับการสัญจรเครือข่ายมาเน้นระบบราง (Rail) และ Mass Transit ของรัฐ 10 สายจะเริ่มเสร็จในปี 2560 สถานีใหญ่กลางเมืองบางซื่อจะเสร็จ รถไฟสายสีน้ำเงินจะเสร็จ รถไฟฟ้าสายสีแดงฝั่งธนฯ และรังสิตก็จะเสร็จ ฯลฯ
ระบบรางกำลังมาแรง รัฐบาลกำลังจะควบรวมการรถไฟแห่งประเทศไทย BTS/MRT/BRT ทุกฝ่ายรวมทั้ง กทม. เมืองใหญ่ของไทยและของ AEC ให้เป็นจริง ในอนาคตอันใกล้ กทม.ของเราจะปรับการสัญจรเครือข่ายมาเน้นระบบราง (Rail) และ Mass Transit ของรัฐ 10 สายจะเริ่มเสร็จในปี 2560 สถานีใหญ่กลางเมืองบางซื่อจะเสร็จ รถไฟสายสีน้ำเงินจะเสร็จ รถไฟฟ้าสายสีแดงฝั่งธนฯ และรังสิตก็จะเสร็จ ฯลฯ
คาดว่าอีก 2-4 ปีข้างหน้า คนกรุงจะใช้รถไฟขนส่งมวลชนเพิ่มจาก 25% เป็น 40% และเมื่อเสร็จ 10 สายอีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 60% โดยเฉพาะเมืองชั้นในที่รถติดมากมาย ปัจจุบันการเคลื่อนตัวของรถยามเช้า-เย็นช้ามากแค่ 5 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสียสุขภาพ เสียน้ำมัน เสียสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจเสียหาย
ขณะเดียวกัน รถไฟสีเขียวด้านเหนือไปเกษตร-ลำลูกกา ก็เริ่มแล้ว หลังจากถูกค้านเรื่องทุบสะพานลอยมานาน คนไทยก็เป็นเช่นนี้ คือ เกลียดตัว แต่กินไข่ จะเอารถไฟฟ้า แต่ไม่ยอมเสียอะไรเลย ก็อย่าเห็นแก่ตัวกันให้มากนัก คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เมืองต้องปรับเปลี่ยนพบกันครึ่งทางจะได้ไหม
ระบบรางสามารถแยกอีกเป็น บนดิน ใต้ดิน และเหนือฟ้า และแยกอีกเป็น 1) ขนคน 2) ขนสินค้า และ 3) ขนส่งข้อมูล ซึ่งไม่ต้องการ Space/Net work บนดินจะต้องเชื่อมต่อกับท่าเรือ เช่น คลองเตยและสนามบิน คือ สุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง การเชื่อมต่อของทุกระบบจะมีจุดเชื่อมคือ “Node หรือ Station” Node ที่สำคัญสุดคือ ที่ที่การเดินทางหลายรูปแบบมาพบกันจะเป็น Node ที่สำคัญสุด
แต่ทั่วไปมักจะเป็น Node ที่สายรางของขนส่งมวลชนขนคนมาเจอกัน เช่น สถานีรางบางซื่อ เชื่อมระบบขนส่งทางบก และรถไฟฟ้าระบบรางอีก 4-5 สาย คนมาผ่านสถานีนี้ในอนาคต 2 ล้านคน น้องๆ กรุงโตเกียว กทม.เองกำลังปรับตัวเหมือนเมืองใหญ่ทั่วโลกที่ระบบรางทั้งใต้ดิน บนฟ้า และบนดิน เป็นการต่อเชื่อมจากระบบใหญ่มาสู่ระบบรอง ระบบย่อย สู่คนเดินถนน ซึ่งถือว่าทุกเมืองคนเดินถนนจะเป็นหัวใจของสังคมของเมือง
ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนจะต้องลงมาสู่ถนนมีกิจกรรมในเมืองร่วมกัน เมืองจึงจะมีชีวิต อังกฤษมีคำที่เรียกว่า All Walk of Life คนเดินและพื้นผิวดิน ทุกคนจะมาใช้ร่วมกัน การพัฒนาเมืองเช่นนี้จะมีระบบรางเป็น Node ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เป็นศูนย์กลางเรียกกันว่าเป็น TOD (Transit Oriented Development) เมืองใหญ่ๆ คนเยอะๆ จุดสถานีจะเชื่อมเป็นคอมเพล็กซ์-ตึกสูง เมืองขนาดกลางจะพัฒนา TOD รอบสถานีบ้านเมืองปลายทางจะเป็น TOD ขนาดเล็กรอบๆ อยู่ระบบสถานีไกลออกไป
ระบบรางกำลังมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมือง นัก
ลงทุนอสังหาฯ ขนาดใหญ่จำนวนมากรู้ดี การพัฒนาที่อยู่รอบสถานีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการลงทุนด้านอสังหาฯ คอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะต้องเกาะสถานีรถไฟฟ้า มิฉะนั้นจะขายไม่ออกหรือขายช้ามาก “รอบทุกสถานีรถไฟฟ้าจะเป็นคอมเพล็กซ์รองรับแต่ละชุมชนเป็น CBD ของชุมชน” เป็นจุดต่อเชื่อมต่างๆ เหมือนเมืองในยุโรป ไม่เหมือนอเมริกาที่ยังขึ้นกับรถส่วนตัว
สถานีบางซื่อกำลังจะเป็นกรุงเทพฯ น้อยๆ ทิศเหนือ 2 ล้านคน/วัน คนจะอยู่ในบริเวณรอบๆ เมืองของตัวเอง มีแหล่งงานครบทั้งเอกชนและศูนย์ราชการอยู่ไม่ไกล บางซื่อจึงน่าสนใจจริง
ผังเมือง กทม.ฉบับหน้าจะมีการเปลี่ยนโฉมจากรถมาเป็นรางชัดเจน ที่จอดรถสาธารณะตรงจุดเปลี่ยนเส้นทาง Park Ride อาจจะเป็นสินค้าตัวที่สำคัญของอสังหาฯ ในอนาคต แทนที่จะแย่งกันสร้าง Condo และระบบรางขนาดเล็กที่เรียกว่า Mini Mono Rail ระบบทางเลื่อน ทางจักรยาน ทางคนเดินทั้งบนดิน และสกาย วอล์ก และสกาย ลิงก์ จะเป็นโฉมหน้าใหม่ของกรุงเทพฯ ในไม่ช้านี้







