posttoday
การฟื้นตัวและความท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

การฟื้นตัวและความท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

19 กรกฎาคม 2553

....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงปลายปี 2551 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2552 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจได้ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ในปี 2553 ซึ่งคาดว่าไทยจะผลิตรถยนต์มากเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหนึ่งที่ระดับ 1.56 ล้านคัน แต่ประเด็นสำคัญ คือความท้าทายสำคัญหลายประการในอนาคต

ในปี 2551 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ 1,394,000 คัน นับเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผลิตจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตการณ์หนี้ด้อยคุณภาพ ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ลดลง ทั้งการจำหน่ายในประเทศและตลาดส่งออก โดยยอดผลิตรถยนต์ในปี 2552 อยู่ที่ระดับ 999,378 คัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 สถานการณ์ดีขึ้นมาก คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยจะมากเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหนึ่งที่ระดับ 1.56 ล้านคัน จำแนกเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 0.89 ล้านคัน และจำหน่ายในประเทศ 0.67 ล้านคัน ถือว่าการผลิตรถยนต์ของไทยได้ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ไปสู่ระดับสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต แต่ก็ต่ำกว่าระดับเป้าหมายเดิมที่ตั้งเอาไว้ว่าไทยจะผลิตรถยนต์ 2 ล้านคัน ในปี 2553

ขณะเดียวกันมีการลงทุนจำนวนมากในอุตสาหกรรมรถยนต์อีกครั้งหลังจากซบเซามากช่วงปี 2552 เป็นต้นว่า บริษัท ฟอร์ด ได้ประกาศแผนการลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท หรือ 450 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างฐานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งใหม่ที่ จ.ระยอง กำลังผลิตเบื้องต้น 1.5 แสนคัน/ปี มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2555 เน้นผลิตรถยนต์ฟอร์ดโฟกัสป้อนทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

บริษัท มิตชูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง ในประเทศไทย กำลังผลิตรวม 2 แสนคัน/ปี กำลังอยู่ระหว่างศึกษาเกี่ยวกับโครงการลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อก่อสร้างฐานผลิตแห่งใหม่เพิ่มเติมในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนคัน/ปี และจะทำให้ไทยกลายเป็นฐานผลิตใหญ่เป็นอันดับ 2 ของบริษัท รองจากฐานการผลิตในญี่ปุ่น

สำหรับในช่วง 34 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยมีความท้าทายหลายประการ

ประการแรก ความท้าทายจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) นับเป็นทั้งโอกาสและภยันตรายสำหรับประเทศไทย ในปี 2553 กลุ่มสมาชิกอาเซียนจะเริ่มลดอากรขาเข้าสินค้าตามกรอบ AFTA ในหมวดสินค้ารถยนต์สำเร็จรูปลงอีกจาก 5% เหลือ 0% โดยกรณีบริษัทรถยนต์มีโรงงานหลายแห่งในภูมิภาคอาเซียน จะเลือกผลิตรถยนต์ในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำสุด และลดหรือยกเลิกการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า

แม้มีการคาดหมายว่าประเทศไทยจะได้เปรียบในการเปิดเสรีสินค้าหมวดยานยนต์ แต่ก็ไม่ได้เปรียบมากมายอย่างที่คิด แม้ไทยได้ส่งออกรถยนต์จำนวนมากเช่นเดียวกันไปยังประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะรถยนต์ปิกอัพและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ขณะเดียวกันมีรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) หลายแบบมาจำหน่ายในประเทศไทย โดยใช้สิทธิพิเศษนำเข้าผ่านกรอบ AFTA โดยเสียอากรขาเข้าอัตรา 0% เช่น มาสด้า 3 ฟอร์ด โฟกัส เปอโยต์ โปรตอน นาซ่า โตโยต้า อวันซ่า อินโนว่า วอลโว่ และฮอนด้าฟรีด ฯลฯ

มีแนวโน้มว่าไทยต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะจากมาเลเซียซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดใหญ่ ส่วนอินโดนีเซียและเวียดนามนั้น ตลาดภายในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีแนวโน้มว่าจะเป็นฐานการผลิตสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ประการที่สอง ไทยสามารถส่งออกรถยนต์ไปยังต่างประเทศจำนวนมากโดยอาศัยข้อได้เปรียบของรถยนต์ปิกอัพแบบ 1 ตัน เนื่องจากตลาดภายในประเทศมีขนาดใหญ่เป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดในประเทศทั้งหมด ขณะเดียวกันเป็นตลาดเฉพาะสำหรับประเทศอื่นๆ ทำให้ไม่คุ้มที่จะผลิตเองในประเทศ ส่งผลทำให้บริษัทรถยนต์ย้ายฐานการผลิตรถยนต์ประเภทนี้มายังประเทศไทย ส่งผลทำให้ระยะที่ผ่านมาไทยส่งออกรถยนต์ในรูปของรถยนต์ปิกอัพมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณยอดส่งออกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของไทยที่เป็นฐานการผลิตรถยนต์ปิกอัพอาจจะเริ่มสึกกร่อนลงในอนาคต เนื่องจากการปรับเปลี่ยนทางสังคมไทยในระยะยาวจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง ทำให้อุปสงค์ต่อรถยนต์ปิกอัพที่เหมาะสมกับการใช้ขนส่งในพื้นที่ชนบทลดลง และสนใจซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีความคล่องตัวในการใช้ในเมืองมากขึ้น

ประการที่สาม ความท้าทายจากเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งจะทำให้รถยนต์แบบใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยในช่วง 10 ปีข้างหน้า เหมือนกับปัจจุบันที่เราเปลี่ยนโทรทัศน์มาเป็นแบบจอ LCD ส่วนโทรทัศน์เดิมแบบหลอดภาพ CRT ต้องขายลดราคาแบบลดแลกแจกแถม ในอนาคตเทคโนโลยีจะนำไปสู่รถยนต์แบบใหม่ คือ PlugIn Hybrid ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้จากการชาร์จไฟเป็นหลัก โดยเครื่องยนต์สันดาปภายในจะใช้เฉพาะในยามฉุกเฉินเท่านั้น เป็นต้นว่า รถยนต์ Volt ของค่ายบริษัท GM ซึ่งมีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไออนขนาดความจุ 16 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) เมื่อชาร์จเต็มที่แล้ว (สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง 8.8 หน่วย) รถยนต์สามารถแล่นได้ระยะทางไกลถึง 64 กม.

ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องขบคิด คือ จะพัฒนาอย่างไรทั้งในส่วนการสนับสนุนให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า มาตรการจูงใจให้ประชาชนสนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมาตรการส่งเสริมการวางระบบสาธารณูปโภค (ที่ชาร์จไฟ) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การใช้งาน เพื่อให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสำคัญของโลกในอนาคต

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ