
บริษัทจดทะเบียนไทยทนอยู่ หรืออยู่ทน
ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพยายามทำทุกวิถีทางในการชักจูงให้บริษัทเอกชนนอกตลาดเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นนั้น มีบริษัทอีกหลายแห่งอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อขอออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว มี 2 บริษัทประกาศเพิกถอนหุ้นของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน คือ บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ (UFM) และบริษัท เอส.พี. ซูซูกิ (SPSU)
เหตุผลของทั้ง 2 บริษัทที่ให้นั้นอาจต่างกันไป โดยกรณีของ UFM เนื่องจากบริษัท เอ็มซี เบเคอรี่ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ UFM เห็นว่าในปัจจุบันสภาพการซื้อขายหุ้นของบริษัทมีสภาพคล่องค่อนข้างตํ่า สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท ณ วันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเพียง 11.64% ซึ่งตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ขั้นต่ำ 15% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว
นอกจากนี้ การมีฐานะเป็นบริษัทจดทะเบียนทำให้บริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานที่กำกับดูแลให้ถูกต้อง
ทางเอ็มซี เบเคอรี่ จึงตัดสินใจจะขอเพิกถอนหุ้น โดยจะเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทในราคาเสนอซื้อที่ 81.00 บาทต่อหุ้น
ส่วนเหตุผลของ เอส.พี. ซูซูกิ เป็นเพราะทางผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 52.06% ต้องการจะประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยด้วยตนเอง และไม่มีแผนลงทุนและดำเนินงานในอนาคต จึงต้องเพิกถอนหุ้นออกจากตลาด
ไม่เพียงแต่ 2 บริษัทนี้เท่านั้น ก่อนหน้านี้มีบริษัท รองเท้าบาจาแห่งประเทศไทย (BATA) ได้ประกาศขอเพิกถอนเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดเพื่อขอเพิกถอนหุ้นออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
หากนับมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของทั้ง 3 บริษัท ณ วันที่ 16 ก.ค. 2553 รวมกันมีเพียง 6,239 ล้านบาท แบ่งเป็น SPSU จำนวน 2,496 ล้านบาท BATA จำนวน 573 ล้านบาท และ UFM จำนวน 3,170 ล้านบาท
จากตัวเลขนี้อาจจะดูและคิดเป็นสัดส่วนไม่มาก แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนบริษัทเข้าใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 นี้ มีจำนวน 5 บริษัท และกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก 1 กอง สามารถเพิ่มมาร์เก็ตแคปให้กับตลาดหลักทรัพย์รวมกันเป็นมูลค่า 86,479 ล้านบาท
แต่นั่นจะเป็นสัญญาณสะท้อนบางอย่างว่า บริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ไม่เห็นประโยชน์การดำรงสถานะของการเป็นบริษัทจดทะเบียนอีกต่อไป เมื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับครบกำหนด การดำรงสภาพเป็นบริษัทจดทะเบียนล้วนมีภาระที่เหนือกว่าบริษัทนอกตลาดหุ้น
หากบริษัทจดทะเบียนแห่งนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตลาดหุ้นเพื่อการระดมทุนอีก เหตุผลที่จะเป็นบริษัทจดทะเบียนก็แทบจะหมดไป
ตลาดหลักทรัพย์ควรหรือไม่ ในอันที่จะหันกลับมาทบทวนถึงแผนการตลาดเชิงรุกในการพยายามผลักดันให้เกิดสินค้าใหม่ จำนวนบริษัทใหม่ๆ ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นมากขึ้น แต่กลับละเลยสินค้าหรือบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่แล้ว แม้ว่าบริษัทที่เพิกถอนจะเป็นบริษัทขนาดกลางถึงเล็กก็ตาม นั่นอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยย่ำอยู่กับที่
นับเป็นคำถามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าบ้านจะต้องเร่งตอบโจทย์ข้อนี้ให้ได้ตรงจุดและโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมตลาดทุนทั่วโลกมีการแข่งขันรุนแรงถึงขีดสุด







