
รายย่อยเวียดนามส่อล้มละลาย
หวั่นเอฟทีเอแย่งตลาดแข่งขันสูง วอนรัฐเสริมแกร่งดันสู่ระดับโลก
หวั่นเอฟทีเอแย่งตลาดแข่งขันสูง วอนรัฐเสริมแกร่งดันสู่ระดับโลก
เอสเอ็มอีเวียดนามส่อล้มละลายหลังเอฟทีเอ วอนรัฐออกนโยบายช่วย
หนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์ เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีมีแนวโน้มเผชิญกับภาวะล้มละลายหลังเวียดนามทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับชาติอื่นๆ โดยการแข่งขันในตลาดจะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีให้ส่วนแบ่งการตลาดและผลผลิตน้อยลงตามไปด้วย จนอาจไม่สามารถช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ปัจจุบันเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วน 40% ได้
ด้าน เหงียนตัง ผู้อำนวยการศูนย์คาดการณ์และวิเคราะห์จากสถาบันสังคมและวิทยาศาสตร์ของเวียดนาม ระบุว่า เอสเอ็มอีของเวียดนามในปัจจุบันมีขนาดเล็กลง โดยนับตั้งแต่ปี 2010 เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ได้ปรับลดแรงงานลง เนื่องจากความสามารถในการทำธุรกิจมีจำกัด
นอกจากนี้ การขาดทักษะในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการลดลงของกลุ่มเอสเอ็มอี ในขณะเดียวกันเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังเป็นภาคการค้าและการบริการที่ขนาดเล็ก จึงไม่สามารถสู้กับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและการผลิตที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดสากลได้
สำหรับในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐได้ออกนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม เหงียนตัง ระบุว่า นโยบายเหล่านี้ไม่สามารถปกป้องเอสเอ็มอีได้ แม้จะช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีก็ตาม เนื่องจากเอสเอ็มอีมีทุนที่จำกัดและยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ รวมถึงยังประสบกับภาวะการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพสูง เทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังมีการบริหารจัดการที่ย่ำแย่
อย่างไรก็ตาม สอดคล้องกับ โทฮอยนัม รองประธานสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี กล่าวว่า รัฐบาลเวียดนามควรออกนโยบายสนับสนุนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้น โดยการลดความเสี่ยงและเพิ่มการฝึกอบรมบุคลากรที่มีคุณภาพสูง
นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างบรรยากาศในการทำธุรกิจ รวมถึงผลักดันเอสเอ็มอีให้มีส่วนแบ่งการตลาดที่มีเสถียรภาพและมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก
“เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายและข้อมูล เพื่อที่จะได้ยกระดับสินค้าและบริการสู่มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้” โทฮอยนัม กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีในเวียดนามเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเวียดนามเป็นอย่างมาก โดยนอกจากจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ถึง 40% แล้ว ยังช่วยสนับสนุนการจ้างงาน 61% และมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 31% ของทั้งหมด







