posttoday
เปิด ‘น่าน’ โมเดล ปรับตัวรับค้าชายแดนลาว

เปิด ‘น่าน’ โมเดล ปรับตัวรับค้าชายแดนลาว

29 ตุลาคม 2558

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

วิถีชุมชนและเศรษฐกิจใน จ.น่าน ในขณะนี้กำลังปรับตัวขนานใหญ่ อันเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโอกาสทางการค้าชายแดนจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นจังหวัดชายแดน อยู่ติดกับแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ที่เปิดเป็นด่านการค้าชายแดนถาวรไทย-ลาวไปเมื่อไม่นานมานี้

ฌัชชภัทร พานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนน่าน (วชช.น่าน) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมทั้งด้านเศรษฐกิจและวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนใน จ.น่าน ว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในภาคการค้าเศรษฐกิจบริเวณด่านการค้าชายแดนฯ ที่ปัจจุบันไต่ระดับมูลค่าการค้าสูงถึงเกือบ 6,000 ล้านบาท/ปี หรือมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40-50% ต่อปี

ขณะเดียวกัน การที่ชาติอาเซียนกำลังจะเปิดเสรีเต็มรูปแบบ ผนวกกับการขยายการลงทุนของจีนใน สปป.ลาว ในด้านต่างๆ ทั้งการพัฒนาระบบโครงสร้างสาธารณูปโภค การขนส่งคมนาคมด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างประเทศ ก็เป็นปัจจัยบวกต่อการค้าการลงทุนระหว่างชายแดนทั้งสองประเทศในบริเวณดังกล่าว ที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบมีส่วนร่วมใน จ.น่าน ตามมาด้วย

“สินค้าสำคัญที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ใน จ.น่าน สามารถส่งออกผ่านด่านชายแดนและมีอัตราการเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมา คือ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองในแขวงไซยะบุรี นอกจากนั้นจะเป็นสินค้าในหมวดอื่นๆ อย่างผัก ผลไม้ สินค้าอุปโภคบริโภครายการต่างๆ จากไทย” ฌัชชภัทร กล่าว

จากแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเข้ามาของนักท่องเที่ยวในจังหวัดที่มากขึ้น ทำให้ทาง จ.น่าน มองเห็นเป็นโอกาส โดยได้พัฒนาและเพิ่มผลผลิตสินค้าบริการจากครัวเรือนชุมชน จ.น่าน ออกมารองรับเพิ่มขึ้น โดยอาศัยจุดแข็งของจังหวัดด้านมรดกทางวัฒนธรรมเป็นตัวทำการตลาดให้กับเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งในปัจจุบันอาชีพหลักราว 85% อยู่ในภาคเกษตรกรรม

สำหรับรูปแบบการทำงานจะเน้นการสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆ ภายในโลกที่กระทบไปถึงในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น ด้วยการให้ความรู้กับคนในส่วนภูมิภาค ภายใต้แนวคิดการนำอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา ทรัพยากร และวัฒนธรรม เข้าไว้ด้วยกัน

พร้อมกันนี้ วชช.น่านร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนร่วมกัน โดยทำข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่เดือน ก.ค. 2557 ร่วมพัฒนาบุคลากร นักจัดการความรู้ จากการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรมท้องถิ่น มาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตสินค้าเดิมที่มีอยู่ ให้สามารถทำการตลาดและการค้าได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศจากการเปิดเสรีอาเซียน

จากแนวทางดังกล่าว คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้คนใน จ.น่าน มีรายได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ยังมีรายได้ต่ำอยู่มาก โดยปัจจุบันน่านมีประชากรจังหวัดราว 4.7 แสนคน ขณะที่ในปี 2559 คาดจะมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง จ.น่าน ไม่ต่ำกว่า1 ล้านคน จากปัจจุบันเฉลี่ย 4 แสนคน/ปี

อภิชาติ ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักโครงการและการจัดการความรู้ สบร. กล่าวว่า ได้ดำเนินการสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ “ศูนย์ความรู้กินได้” ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) วชช.น่านเพื่อต่อยอดความรู้ท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าให้การทำมาหากินและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ ศูนย์ความรู้กินได้ยังขยายขอบเขตออกไปหลายจังหวัด ปัจจุบันมีศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ อาทิ ภาคเหนือ อย่าง จ.เชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่ง จ.น่าน ถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในเรื่องของพื้นที่ ด้วยเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว ทำให้ผู้ประกอบการในจังหวัดสามารถขยายธุรกิจการทำมาหากินออกไปได้อีก

พร้อมกันนี้ สบร.ยังเลือกเปิดศูนย์ความรู้กินได้ในรูปแบบ “อุทยานความรู้กินได้น่าน” เพื่อเป็นที่รวบรวมองค์ความรู้ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถนำความรู้ที่มีอยู่และเหมาะสมกับพื้นที่ของตนไปใช้ในการประกอบอาชีพด้วย คาดเปิดอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ. 2559 และวางเป้าหมายในปี 2560 องค์ความรู้ที่ได้จะครอบคลุมการทำมาหากินใน จ.น่าน พร้อมนำแนวทางดังกล่าวไปแลกเปลี่ยนกับ สปป.ลาว เพื่่อสร้างเครือข่ายระหว่างกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ