
โอกาสทองบุก ‘เมียนมา’ อุตฯผลิต-บริการมาแรง
โดย...รัชนีกร รัตนชัยฤทธิ์
โดย...รัชนีกร รัตนชัยฤทธิ์
สถานการณ์เมียนมาขณะนี้เปรียบเสมือนสาวเนื้อหอม หลายประเทศต่างเข้ามารุมจีบหวังเข้ามาลงทุนธุรกิจหลังจากเมียนมาเปิดประเทศ เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้งการเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรกว่า 50 ล้านคน ผนวกกับรัฐบาลได้ผ่อนคลายกฎข้อบังคับต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติมากขึ้น
สำหรับโอกาสการลงทุนที่สนใจในตลาดนี้นั้น วิชัย เข็มทองคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเรียนทัลยูนิค ฟันธงว่า คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงวัสดุก่อสร้างต่างๆ เนื่องจากเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศจึงมีการก่อสร้างขึ้นมากมาย และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทอาหารและอาหารแปรรูป
แม้จะมีช่องทางการลงทุนหลากหลายกลุ่ม แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ผู้ประกอบการจะต้องนำไปชั่งน้ำหนักก่อนพิจารณาเข้าไปลงทุน ได้แก่ ปัญหาราคาที่ดินแพง โดยที่ดินในย่านใจกลางกรุงย่างกุ้งมีราคาประมาณตารางวาละ 2-2.4 ล้านบาท ขณะที่กฎหมายก็ยังไม่ได้ชัดเจนมากนัก ระบบสาธารณูปโภคขาดแคลนและยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ระบบการเงินการธนาคารก็ยังไม่เสรีอย่างเต็มที่ อีกทั้งมีค่าธรรมเนียมที่สูง ส่วนแรงงานที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือและยังต้องรับการฝึกอบรมอีกมาก
“การไปลงทุนในเมียนมาจะต้องมีความพร้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่ทำให้ยังสามารถดูแลธุรกิจให้เดินหน้าไปได้ ส่วนในระยะยาวต้องทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืนในตลาดนี้” วิชัย กล่าว
วิชัย กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในเมียนมาว่า การหาคู่ค้าที่ดี เนื่องจากการลงทุนในบางธุรกิจ รัฐบาลเมียนมากำหนดให้นักลงทุนต่างชาติจะต้องมีคู่ค้าท้องถิ่น จึงจะสามารถดำเนินกิจการได้
“การเลือกคู่ค้าที่ดีมีผลต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างมาก สิ่งที่ต้องมองคือคู่ค้าต้องมีจุดแข็งที่จะส่งเสริมธุรกิจ และสิ่งที่ต้องระวังคือคู่ค้าต้องไม่ใช่คู่แข่ง หมายความว่าต้องดูธุรกิจของคู่ค้าด้วยว่าเป็นประเภทไหน หากเป็นธุรกิจคล้ายๆ กันอาจทำให้เกิดปัญหาการแข่งขันกันเอง” วิชัย อธิบาย
นอกจากนี้ ยังแนะนำว่าการทำธุรกิจในเมียนมาจะต้องดูว่ารัฐบาลเมียนมาสนับสนุนธุรกิจประเภทไหน และควรหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่ขัดกับรัฐบาลเมียนมา
“เมียนมาเพิ่งเปิดประเทศและมีความละเอียดอ่อนด้านการเมืองมาก ดังนั้นการกล่าวถึงการเมืองเป็นอีกสิ่งที่ควรระวัง ส่วนสถานการณ์หลังการเลือกตั้งของเมียนมานั้นไม่ว่าฝ่ายไหนจะได้เสียงข้างมากไป หากไม่มีการขัดแย้งถึงขั้นนองเลือด ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะดีขึ้น” วิชัย กล่าว
ด้าน ณัฐวิน พงษ์เภตรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธาราภู เดคอร์ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ในเมียนมา ชี้ว่า ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่นักลงทุนไทยจะเข้าไปลงทุนในเมียนมา และเมืองที่เหมาะกับการค้าที่สุดในตอนนี้คือ “ย่างกุ้ง” เนื่องจากมีตลาดค้าส่งสำคัญ พ่อค้าและแม่ค้าจะมาซื้อสินค้าจากย่างกุ้ง ก่อนนำไปกระจายต่อในเมืองอื่นๆ
ทั้งนี้ หากเทียบกับนักลงทุนต่างชาติอื่นๆ ไทยมีความได้เปรียบในหลายด้าน เนื่องจากคนไทยมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทย ทำให้มีรสนิยมการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งการที่สินค้าเข้าไปอยู่ในตลาดเมียนมาเป็นเวลานาน ทำให้คนท้องถิ่นคุ้นเคยกับสินค้าไทย ตลอดจนมีความเชื่อมั่นและนิยมบริโภคสินค้าไทยด้วย
“ก่อนเข้าไปลงทุนในเมียนมา ควรเข้าไปสำรวจตลาด ทำความรู้จักให้ดีก่อน ซึ่งตอนนี้สินค้าไทยอยู่ในตลาดนี้จำนวนมาก” ณัฐวิน แนะนำ
ด้านศักยภาพของเมียนมานั้น ณัฐวิน ขยายความว่า เมียนมามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แรงงานจำนวนมาก ค่าแรงถูก อีกทั้งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจีเอสพีจากประเทศพัฒนาแล้ว จึงเหมาะให้ผู้ประกอบการไปตั้งฐานผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ
ขณะเดียวกันที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาได้ส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ โดยได้ผ่อนปรนกฎระเบียบด้านการลงทุนมากขึ้น มีการเสนอสิทธิประโยชน์พิเศษให้แก่บริษัทต่างชาติ เพื่อจูงใจให้เข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรม
สำหรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมูลค่าจีดีพีของเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.5% และยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย.นี้
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปี 2557 เมียนมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 17 ของไทย แต่หากเทียบในระดับอาเซียน จะอยู่ในอันดับ 6 โดยมีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 2.63 แสนล้านบาท เติบโตจากปี 2556 ประมาณ 10.6% แบ่งเป็นไทยนำเข้าประมาณ 1.27 แสนล้านบาท ส่งออก 1.36 แสนล้านบาท
ขณะที่ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. 2558 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 1.97 แสนล้านบาท ขยายตัว 3.95% จากช่วงเดียวกันของปี 2557 แบ่งเป็นการนำเข้าประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 8.65% และส่งออก 1.01 แสนล้านบาท ลดลง 0.11%







