
ไอดูโฟร์ไอเดียลุยรับธุรกิจเกิดใหม่
ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป ต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองหรือหารายได้เสริม โดยเริ่มจากการทำธุรกิจขนาดเล็ก ประกอบกับการสนับสนุนธุรกิจรายย่อยของภาครัฐ นับเป็นอานิสงส์ให้ธุรกิจเครื่องพิมพ์ภาพลงวัสดุ มูลค่าตลาด 300-500 ล้านบาท มีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย
ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป ต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองหรือหารายได้เสริม โดยเริ่มจากการทำธุรกิจขนาดเล็ก ประกอบกับการสนับสนุนธุรกิจรายย่อยของภาครัฐ นับเป็นอานิสงส์ให้ธุรกิจเครื่องพิมพ์ภาพลงวัสดุ มูลค่าตลาด 300-500 ล้านบาท มีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย
ธช ธัมมพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดูโฟร์ไอเดีย ผู้นำเข้าและจัดหน่ายเครื่องพิมพ์ภาพลงวัสดุ กล่าวว่า จากแนวโน้มที่ดีทำให้บริษัทเดินหน้าธุรกิจอย่างเต็มที่ ทั้งการขยายสาขา การพัฒนาบริการและการทำตลาด โดยจะเน้นกลยุทธ์ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ผ่านทุกช่องทางทั้งเฟซบุ๊ก กูเกิล ไลน์ และอินสตาแกรม เนื่องจากเป็นช่องทางที่สื่อสารไปยังลูกค้าได้โดยตรงและรวดเร็ว
นอกจากนี้ จะทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาแผนการตลาดใน 3 ด้าน คือ การขยายสาขาการให้บริการ เริ่มจากการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ให้เป็นสาขาต้นแบบในด้านการบริการที่ครบวงจร และเตรียมขยายสาขาในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 5 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท-บางนา หาดใหญ่ อุบลราชธานี นครราชสีมา และบุรีรัมย์ พร้อมเตรียมขยายสาขาต่างประเทศเพิ่มที่เมียนมาและกัมพูชา เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน หรือเออีซี
กลยุทธ์ต่อมา คือ การบริการหลังการขาย ที่จะเพิ่มบริการมากกว่าดูแล ซ่อมบำรุงเครื่องเพียงอย่างเดียว โดยจะเน้นการยกระดับและสร้างความเป็นมืออาชีพให้แก่ธุรกิจของกลุ่มลูกค้า ด้วยการจัดกิจกรรม ฟรีเวิร์กช็อป อบรมให้ความรู้เรื่องการขายในด้านต่างๆ และด้านที่ 3 คือ การพัฒนานวัตกรรมใหม่ โดยร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศจีนช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมเครื่องพิมพ์ภาพลงวัสดุรุ่นใหม่ๆ กว่า 10 รุ่น ครอบคลุมทั้งงานเสื้อ แก้ว เคสมือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น ยูเอสบี ไดรฟ์ เพาเวอร์แบงก์
ทั้งนี้ บริษัทถือเป็นเจ้าตลาดรายแรกๆ ของประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องพิมพ์ภาพลงบนวัสดุมายาวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันนำเข้าผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่ายกว่า 3,000 รายการ อาทิ เครื่องพิมพ์ภาพลงเคสมือถือ เครื่องพิมพ์ภาพลงเสื้อต่างๆ เครื่องพิมพ์ภาพลงแก้ว ฯลฯ โดยมีสาขาให้บริการ 7 สาขา ในไทย และอีก 2 สาขา ใน สปป.ลาว
ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาด 20% หรือกว่า 60 ล้านบาท และจากแผนที่วางไว้คาดว่าจะส่งผลให้รายได้รวมปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และรักษาความเป็นผู้นำตลาดต่อเนื่อง







