
เผยอันดับความยากง่ายทำธุรกิจในไทยลดลงอยู่ที่ 49
ธนาคารโลกจัดอันดับความยากง่ายทำธุรกิจปี58ไทยที่49จากเดิมที่ 47 สิงคโปร์ยังครองแชมป์
ธนาคารโลกจัดอันดับความยากง่ายทำธุรกิจปี58ไทยที่49จากเดิมที่ 47 สิงคโปร์ยังครองแชมป์
นายอูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิล์ดแบงก์) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นำเสนอรายงาน Doing Business 2016 เพื่อเปิดเผยผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก ด้วยการจัดให้ไทยหล่นไปอยู่อันดับ 49 จากอันดับเดิม 47 จากทั้งหมด 189 ประเทศ ขณะที่สิงคโปร์อันดับ 1 ของโลก เขตปกครองพิเศษฮ่องกง อันดับ 5 ไต้หวัน 11 มาเลเซีย 18 ขณะที่จีน 84 อินโดนิเซีย 109 ฟิลิปปินส์ 103
ทั้งนี้ เนื่องจากตัวชี้วัดส่วนใหญ่ของไทยลดลง ขั้นตอนความสะดวกการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) การเข้าถึงข้อมูลเครดิตลูกค้าของสถาบันการเงินของไทยได้คะแนน 0 การขอใบอนุญาตจัดตั้งธุรกิจไทยยังใช้เวลามากกว่า 20 วัน ขณะที่ประเทศอื่นใช้เวลาลดลงแล้ว การขอใบอนุญาตการก่อสร้าง กระบวนการยุติธรรมของเอสเอ็มอีเมื่อมีปัญหายังใช้เวลานานและไม่แน่ใจว่าจะได้รับความยุติธรรม จึงยังไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
สำหรับอันดับของไทยปรับลดลง เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้เร่งปฏิรูปหลายด้าน จึงทำให้อันดับของประเทศอื่นขยับเพิ่มขึ้น เช่น อินโดนิเซียได้นำระบบการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม และอำนวยความสะดวกการชำระภาษีผ่านระบบออนไลน์ เวียดนาม ผู้ขอเงินกู้สามารถตรวจสอบเครดิตของตนเองได้ ธุรกิจขนาดเล็กในเวียดนามจึงขอกู้ง่ายขึ้น เพราะสถาบันการเงินประเมินข้อมูลสะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไทยยังติดอันดับ 50 ประเทศแรกที่มีความสะดวกในการประกอบธุรกิจทั่วโลก และเป็นอันดับ 3 ของประเทศอาเซียน โดยไทยยังมีโอกาสปรับปรุงสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจ เช่น การปรับปรุงตัวชี้วัดด้านบริหารจัดการที่ดิน เพื่อนำระบบดิจิตอลมาใช้ในระบบฐานข้อมูลที่ดินเพื่อสะดวกในการสืบค้นยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งได้มีความก้าวหน้าในการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจังช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ด้านนางวรรณาพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีคะแนนรวมทุกด้าน 71.42 คะแนน ถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่า ยังมีหลายเรื่องที่ไทยได้ปรับปรุงล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้ไม่ได้รับการนำไปพิจารณาด้วย อย่างไรก็ดี จากนี้ไป ไทยต้องนำวิกฤติมาเป็นโอกาส เร่งปฏิรูปคุณภาพการปฏิบัติราชการ โดยบูรณาการการทำงานภาครัฐ นำระบบไอทีมาใช้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้การจัดอันดับในครั้งต่อไปดีขึ้น ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นด้วย







