
ปลุกอสังหาฯดันศก.โต แนะรัฐเร่งลงทุนปั้นกำลังซื้อใหม่
มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้ปลุกให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะไม่เพียงโปรโมชั่นที่ภาครัฐจัดให้เท่านั้น ภาคเอกชนเองยังผสมโรงจัดแคมเปญแบบเกทับบลัฟแหลก ไม่เว้นแม้กระทั่งธนาคารพาณิชย์ก็โดดร่วมวงเกาะกระแสแข่งปล่อยสินเชื่อด้วยเช่นกัน
มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้ปลุกให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะไม่เพียงโปรโมชั่นที่ภาครัฐจัดให้เท่านั้น ภาคเอกชนเองยังผสมโรงจัดแคมเปญแบบเกทับบลัฟแหลก ไม่เว้นแม้กระทั่งธนาคารพาณิชย์ก็โดดร่วมวงเกาะกระแสแข่งปล่อยสินเชื่อด้วยเช่นกัน
นักวิชาการสายเศรษฐกิจการเงินจากธนาคารทหารไทย มองว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ รอบนี้มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้ 2.7% จากที่เคยประเมินไว้ว่าจะโต 2.5%
“นับตั้งแต่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ซึ่งรวมทั้งมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เริ่มส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าจีดีพีในปีนี้จะอยู่ที่ 2.7% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 2.5% และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2559 ทำให้จีดีพีในปีหน้าสามารถขยายตัวได้ 3.5% โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน การท่องเที่ยวเป็นกุญแจสำคัญ” เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าว
ทั้งนี้ การลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนับจากปี 2558-2565 มูลค่าลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท จะส่งผลบวกต่อการลงทุนเอกชนในปี 2559 เป็นต้นไป และจะผลักดันการเติบโตของภาคก่อสร้าง อสังหาฯ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ขณะนี้ถือว่าอยู่ในจุดต่ำสุดของทิศทางดอกเบี้ยขาลงแล้ว แต่อย่างไรก็ดีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงระดับที่ 1.5% ไปถึงสิ้นไตรมาส 3 ปีหน้าก่อนจะเข้าสู่แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นในไตรมาส 4 ปีหน้าเป็นต้นไป
แม้ว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จะมีส่วนช่วยให้ตลาดเริ่มฟื้นตัว และผลักดันให้เศรษฐกิจเริ่มขยับได้บ้าง แต่ก็ยังมีผลด้านลบที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องระแวดระวัง เบญจรงค์เห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการด้านสินเชื่อมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทันที แต่ข้อเสียคือเมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 จะเริ่มเห็นแนวโน้มที่สวนทางกัน เนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านการให้สินเชื่อเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ จะส่งผลให้การบริโภคทรุดตัวหลังจากมาตรการผ่านพ้นไปได้ประมาณ 1.5-2 ปี และใช้เวลาอีก 1 ปีในการฟื้นตัว
“ประเทศไทยมีประสบการณ์ตรงจากมาตรการรถคันแรก เมื่อปี 2554 ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ขยายตัวได้ถึง 6.8% และหลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็ชะลอตัวต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน ดังนั้นสิ่งที่ต้องควรระวังหลังจากนี้ไป 1 ปีครึ่ง การบริโภคในประเทศจะมาจากทางใด ซึ่งภาครัฐจะต้องวางกรอบการเบิกจ่ายเงินภาครัฐผ่านโครงการลงทุนต่างๆ จะต้องออกมาให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด เพื่อที่จะมาทดแทนการบริโภคที่จะหายไป” เบญจรงค์ กล่าว
ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงจากรายได้เกษตรกรที่อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาภัยแล้ง และหนี้สินครัวเรือนอยู่ในระดับสูง รวมถึงการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเล็กน้อย 2% จากปีนี้ที่ติดลบ 5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างเปราะบาง
วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ปัจจัยหนี้ครัวเรือนที่สูงยังส่งผลกระทบต่อกำลังซื้ออยู่บ้าง โดยเฉพาะการก่อหนี้ใหม่สำหรับการซื้ออสังหาฯ ที่อาจทำได้ยากขึ้น แต่อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยบวกจากดอกเบี้ยระดับต่ำที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ออกมา ทำให้การดูดซับของตลาดดีขึ้นจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 21 เดือนจากช่วงต้นปี ลดเหลือเพียง 17 เดือนในปัจจุบัน ส่วนปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ ได้แก่ การปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ของกรมธนารักษ์ มีผลวันที่ 1 ม.ค. 2559 ที่ทำให้ราคาประเมินเพิ่ม 25% ทั่วประเทศ และภาษีการรับมรดกที่คาดว่าอาจมีผลบังคับใช้เดือน ก.พ. 2559 ที่การรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีตามกฎหมายใหม่
ด้าน อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และกรรมการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ในภาวะที่ผู้บริโภคกำลังซื้อลด เกิดความไม่มั่นใจทำให้ไม่ซื้อบ้านผู้ประกอบการควรออกโปรโมชั่นมากระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อ แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและให้เร่งโอนบ้านแล้วก็ตาม ผู้ประกอบการควรออกโปรโมชั่นมาช่วยเสริมด้วย นอกจากนี้ยังมีภาวะอุปทานส่วนเกินอยู่ในบางพื้นที่ ซึ่งผู้ประกอบการไม่ควรเติมสินค้าใหม่เข้าไป
แม้มาตรการกระตุ้นจะช่วยปลุกตลาดระยะสั้นๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่ต้องดูกันต่อไป คือ ปัญหาเรื่องกำลังซื้อที่ถูกนำมาใช้ล่วงหน้าจะกลับคืนมาได้เร็วแค่ไหน หรือว่าจะซ้ำรอยรถคันแรกที่ถึงวันนี้ยังคงสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ เงินที่รัฐจะเติมเข้ามาในภาคการลงทุนจะทันท่วงทีที่จะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าฉุดเศรษฐกิจต่อไปได้หรือไม่ต้องติดตาม







