
ร่วม-ไม่ร่วมทีพีพี ‘จำเป็น’ หรือ ‘กลัวตกรถ’
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
กระแสความร้อนแรงของประเด็นการเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ต่อท่าทีของไทยในช่วงที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงจุดยืนของไทย ว่าควร “เข้าร่วม” เพื่อ “กันการตกขบวนรถ” หรือ “ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม” เพราะมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับ 9 ประเทศสมาชิกทีพีพีแล้ว เหลือเพียงแค่ 3 ประเทศเท่านั้นที่ไม่มี
ประเด็นนี้ ทางศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “TPP VS. ASEAN : จุดยืนไทย จุดยืนอาเซียน” ขึ้น โดยมีตัวแทนจากภาครัฐอย่าง เก็จพิรุณ เกาะ
สุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักอเมริกา แปซิฟิก และองค์การระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่ให้ข้อมูลทีพีพีในมุมมองของภาครัฐไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยยังชะลอการตัดสินใจอยู่ คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังคลุมเครือ ว่าไทยได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน
ขณะที่เพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนาม ได้ร่วมหัวจมท้ายไปกับสหรัฐ ซึ่งเป็นแกนนำในข้อตกลงนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะหวังพึ่งพิงให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจในประเทศ
ด้าน กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) กล่าวเสริมว่า ไทยไม่ควรเข้าร่วมข้อตกลงทีพีพี เหตุผลหลักๆ คือ ผลกระทบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การขยายอายุสิทธิบัตรยาและการคุ้มครองข้อมูลยาจะส่งผลให้ยาแพงขึ้น และส่งผลต่อการเข้าถึงยาของคนไทย รวมทั้งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของรัฐเกี่ยวกับการบริการด้านสาธารณสุข อีกทั้งการขยายสิทธิบัตรพืชก็จะทำให้เกษตรกรต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์มากขึ้นด้วย
“ความตกลงคุ้มครองนักลงทุนในทีพีพี จะเป็นการเปิดช่องให้พวกเขาสามารถฟ้องร้องรัฐได้ง่ายขึ้น หากรัฐบาลดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชน” หนึ่งในความกังวลด้านสาธารณสุขที่กรรณิการ์ฉายภาพให้เห็น
ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเข้าร่วมทีพีพี กรณีเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเพราะการลดภาษีเหลือ 0% นั้น มองว่า ไม่คุ้มค่ากับผลที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากไทยได้ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่มทีพีพีแล้วเกือบทุกประเทศ ยกเว้นสหรัฐ แคนาดาและเม็กซิโกเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกไปยัง 3 ประเทศดังกล่าวเพียง 9% และมีสัดส่วนการลงทุนจากประเทศดังกล่าวเพียง 9.9% เท่านั้น
กรรณิการ์ กล่าวต่อว่า การที่กลุ่มประเทศนี้ไม่ลดภาษีให้กับไทยไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียโอกาส ในทางกลับกันไทยสามารถสร้างแรงจูงใจให้พัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมสูงขึ้น ไม่ใช่เอาแต่แข่งขันกันในแง่ราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าของไทยในตลาดโลกให้สูงขึ้น
ขณะที่มุมมองความเห็นของฝั่งนักวิชาการอย่าง ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มธ. ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการนำพาไทยเข้าร่วมกลุ่มทีพีพีเช่นเดียวกัน แม้การเข้าร่วมจะทำให้ไทยได้ตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐดีขึ้น หลังจากที่ไทยถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากทหาร
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากมุมมองทางวิชาการ ผลเสียของการเข้าร่วมทีพีพีก็ยังคงมีมากกว่าผลดี 1.ทีพีพีกระทบกับแผนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนบวก 6 หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียนกับอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาร์เซ็ปจะทำให้อาเซียนเป็นแกนกลางสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่ทีพีพีซึ่งมีสหรัฐเป็นแกนกลางจะแข่งกับอาเซียนแทน
2.ทีพีพีอาจทำให้อาเซียนแตกคอกัน เพราะขณะนี้มี 4 ประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมทีพีพีแล้ว แต่อีก 6 ประเทศยังไม่เข้าร่วม หากไทยเข้าร่วมอีก อาเซียนก็จะยิ่งแตกร้าวหนักขึ้น
“ทีพีพียังมีลักษณะแบ่งพรรคแบ่งพวก เนื่องจากสหรัฐพยายามบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วม แต่กีดกันจีนไม่ให้เข้าร่วม เห็นได้ชัดว่าเป็นยุทธศาสตร์การโดดเดี่ยวปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ หากไทยเข้าร่วมก็อาจกระทบสัมพันธ์ไทย-จีนได้ เป็นเรื่องที่ไทยต้องตามเกมให้ทัน”
สำหรับความกลัวที่ว่าจะตกขบวนรถและเสียเปรียบเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามนั้น เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้วก็ไม่น่าจะดีขึ้น หากให้ชั่งน้ำหนักกันจริงๆ แล้ว ตอนนี้ไทยควรให้ความสำคัญกับตลาดจีนและอาเซียนมากกว่าตลาดสหรัฐที่นับวันสัดส่วนการส่งออกจะลดลงเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี เพื่อคงความสัมพันธ์ที่ดีไว้ทั้งสองตลาดนั้น ไทยคงต้องรอและเฝ้าจับตาดูประเทศในอาเซียนที่เข้าทีพีพีแล้วว่า ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม







