
กลยุทธ์แบรนด์ไทย มัดใจคนอาเซียนรักผจญภัย
ทำในสิ่งรัก รักในสิ่งที่ทำ สะท้อนความเป็นตัวตนของ วาสิต สิโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ทำในสิ่งรัก รักในสิ่งที่ทำ สะท้อนความเป็นตัวตนของ วาสิต สิโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์กลางแจ้ง (เอาต์ดอร์) ซึ่งมีสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับแคมปิ้ง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย ได้แก่ แบรนด์อิควิน็อกซ์ เอ็กซ์ตรีม คริปส์ และคาราน่า
วาสิต เล่าย้อนว่า จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ของชีวิต จากการเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน ผันตัวเข้าสู่การเป็นเจ้าของกิจการ โดยดึงความชื่นชอบ สนใจการเดินป่าของตัวเอง มาเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดค้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิต เช่น เนื้อผ้านาโน เต็นท์กันน้ำ เต็นท์ลดโลกร้อน มาสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง สามารถสร้างฐานลูกค้าคนไทยและสู้กับแบรนด์ต่างชาติได้ ล่าสุดพร้อมสยายปีกสร้างชื่อในตลาดอาเซียน
“ผมใช้เวลาการศึกษาตลาดสินค้าแคมปิ้งและเอาต์ดอร์ร่วม 2 ปี จนปี 2542 ตัดสินใจเปิดบริษัท ซึ่งในช่วงนั้นสินค้ากลุ่มนี้มีโลคัลแบรนด์ประมาณ 2-3 ราย และเป็นการทำตลาดแบบคุณมีฉันมี หรือใครทำสินค้าอะไรก็ทำด้วย ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความแตกต่างให้กับแบรนด์สินค้า จึงนำนวัตกรรมมาใส่การผลิต เช่น กระเป๋ากันน้ำ ที่ต้องใช้ระยะเวลาการเรียนรู้ถึง 5 ปี กว่าสินค้าจะติดตลาด” วาสิต กล่าว
ปัจจุบันสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท เอาท์ดอร์ฯ มี 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.อุปกรณ์แคมปิ้ง 2.กระเป๋ากันน้ำ 3.เสื้อผ้า 4.กระเป๋าเป้ และ 5.กระเป๋าเดินทาง ซึ่งครอบคลุมความต้องการทำกิจกรรมกลางแจ้งและเดินป่า การเป็นสินค้าไทยที่เน้นคุณภาพดี ราคาถูกกว่าแบรนด์ต่างชาติ 30-50% ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาติอาเซียนให้ความสนใจ และมีคนสนใจติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจำนวนมาก
วาสิต บอกว่า ขณะนี้ได้นำสินค้าของบริษัทวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เฉลี่ย 1-2 แห่ง/ประเทศ เพื่อทดลองตลาดก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งพบว่ามีผลตอบรับที่ดี และมองว่าการเปิดเสรีอาเซียนในสิ้นปีนี้ จะยิ่งช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุนได้อย่างไร้ขอบเขต
สำหรับยุทธศาสตร์การรุกตลาดอาเซียนนั้น บริษัทมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัท เน้นพื้นที่เมืองหลวง และแหล่งท่องเที่ยวหลักในแต่ละประเทศ 2.การขายแฟรนไชส์ให้ผู้ที่สนใจจะลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาด กฎหมายในแต่ละประเทศ ภาษี ฯลฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการขายแฟรนไชส์จะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในระยะยาว โดยคาดว่าจะเห็นรูปแบบของแฟรนไชส์ที่ชัดเจน และพร้อมดำเนินการได้ในปลายปี 2559 และ 3.การลงทุนเปิดช็อปด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ การเลือกใช้กลยุทธ์ในการเจาะตลาดแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของตลาดในแต่ละประเทศ เพราะมีความยากง่ายในการสร้างแบรนด์สินค้าที่แตกต่างกัน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ภาษา มีผลต่อการนำเสนอสินค้าและการสร้างแบรนด์ ซึ่งมองว่าประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเพิ่งเปิดประเทศรับการลงทุน เช่น สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ให้ความเชื่อถือสินค้าไทย และมองว่าสินค้าที่ผลิตจากไทยเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพดี เหมือนกับที่คนไทยรู้สึกว่าสินค้าที่ผลิตจากญี่ปุ่นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน
“บริษัทให้ความสำคัญในการศึกษาดูแต่ละประเทศอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจสภาพของตลาด ในปีหน้าจะนำ 3 กลยุทธ์หลักนี้เข้าไปตีตลาดอย่างจริงจัง เช่น สปป.ลาว จะใช้การแต่งตั้งดีลเลอร์อย่างน้อย 3-5 รายในต้นปีหน้า เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภค ส่วนเมียนมาเป็นตลาดที่มีความสดใหม่ นักท่องเที่ยวทั่วโลกสนใจไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้แบรนด์สินค้าขยายไปยังเมียนมาได้” วาสิต กล่าว
เป้าหมายการขยายตลาดไปยังอาเซียน วาสิต มองว่าใน 3 ปีข้างหน้า จะมีสาขากว่า 100 แห่งทั่วอาเซียน เพราะบริษัทมั่นใจถึงคุณภาพสินค้าและราคาที่สามารถแข่งขันกับอินเตอร์แบรนด์ และแบรนด์ท้องถิ่นของแต่ละประเทศ โดยตั้งเป้าการเป็นสินค้ากิจกรรมกลางแจ้งที่เป็นของดีราคาถูกในภูมิภาคอาเซียน
ส่วนด้านกำลังการผลิตก็พร้อมจะมองหาโอกาสขยายฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนและค่าขนส่งด้วย
“ตอนนี้เราจ้างให้โรงงานในไทยผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของเรา แต่หากสามารถขยายตลาดในอาเซียนได้ครบถ้วนตามแผนแล้ว ก็อาจมองหาลู่ทางไปผลิตสินค้าในต่างประเทศ เบื้องต้นมองว่าประเทศที่มีศักยภาพเหมาะสม คือ เวียดนาม เพราะมีค่าแรงถูกกว่าไทย” วาสิต ทิ้งท้าย







