
ธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ ล.เยาวราช
การค้าในย่านสำเพ็งและเยาวราช ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ การจะเติบโตโดยเฉพาะดึงให้คนรุ่นใหม่เข้ามาช็อปปิ้งในย่านนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ ล.เยาวราช โฉมใหม่ ใช้เวลา 3 ปี ปรับตัวสู่ร้านขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ล้ำสมัยและดีไซน์เด่น พลิกยอดขายร้านให้เติบโตได้กว่าเท่าตัว และมีฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นอีกมาก กลายเป็นร้านหลักที่ทุกคนต้องแวะมาเมื่อมาเยือนเยาวราช
การค้าในย่านสำเพ็งและเยาวราช ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ การจะเติบโตโดยเฉพาะดึงให้คนรุ่นใหม่เข้ามาช็อปปิ้งในย่านนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ ล.เยาวราช โฉมใหม่ ใช้เวลา 3 ปี ปรับตัวสู่ร้านขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ล้ำสมัยและดีไซน์เด่น พลิกยอดขายร้านให้เติบโตได้กว่าเท่าตัว และมีฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นอีกมาก กลายเป็นร้านหลักที่ทุกคนต้องแวะมาเมื่อมาเยือนเยาวราช
ภาสประภา กันยาวิริยะ ผู้จัดการทั่วไป ร้าน ล.เยาวราช บริษัท ล.ธนวงศ์ (1997) เล่าว่า หลังจากเข้ามาทำงานที่ร้าน จึงได้ปรับโฉมร้านใหม่หมด โดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร้านหลายด้าน เพราะลูกค้าไม่ได้มองเป็นร้านขายของสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่เห็นร้านเป็นแหล่งขายสินค้าของฝากด้วย ทำให้ในขณะนี้ยอดขายสินค้าหน้าร้านหรือขายปลีกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ส่วนยอดขายส่งหรือขายหลังร้านมีสัดส่วน 40% จากที่ผ่านมา ยอดขายหน้าร้านมีสัดส่วน 20% และยอดค้าส่งมีสัดส่วน 80%
ประการต่อมา มีฐานลูกค้าที่กว้างมากขึ้น จากเดิมลูกค้าเป็นคุณแม่อายุ 40-50 ปี ก็ได้ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ วัยรุ่น อายุ 20-30 ปี ที่รู้จักผ่านสื่อออนไลน์และสื่อต่างๆ สนใจมาที่ร้าน และสนใจในสินค้า จึงอยากซื้อไปทดลองดู ซึ่งเอกลักษณ์ของร้านคือ ทุกคนในร้านสามารถแนะนำสินค้าได้ทุกรายการ อีกทั้งร้านมีการทำแบรนด์ของร้านในชื่อ ล.เยาวราช ที่เน้นกลุ่มของฝาก ทั้งผลไม้แห้ง ของคาว และขนมต่างๆ จึงมีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่ร้านไปเป็นของฝากในจำนวนสูงเช่นกัน
รวมทั้งได้มีการเปิดศูนย์กระจายสินค้าอย่างเป็นทางการที่ฝั่งธนบุรี ใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าฝั่งธนบุรี สามารถไปรับสินค้าที่ศูนย์กระจายสินค้าได้โดยตรง ไม่ต้องเดินทางมาที่เยาวราช จึงเพิ่มความสะดวก รวมทั้งกำลังวางแผนเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ฝั่งชลบุรี เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าในบริเวณดังกล่าว คาดว่าจะลงทุนและพร้อมเปิดให้บริการได้ในอีกสองปีข้างหน้า พร้อมกันนี้ยังเพิ่มจำนวนรถขนส่งสินค้าจากเดิมมี 4 คัน เป็น 12 คัน
นอกจากนี้ยังได้ขยายธุรกิจไปสู่ไอศกรีมชื่อแบรนด์ กินติม โดยเป็นรสชาติของขนมไทย มีจำนวน 33 รสชาติ อาทิ รสชาติข้าวต้มมัด ลอดช่อง ข้าวเหนียวทุเรียน และข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น โดยได้มีตัวแทนจำหน่ายแล้วในปีนี้ 4 แห่ง ส่วนในปีหน้า 2559 สนใจเปิดสาขาจำนวน 3 แห่งที่บริษัทลงทุนเอง คาดว่าจะเปิดในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่บริษัทมีแบรนด์ของตัวเอง และจัดจำหน่ายเอง รวมทั้งมีบริการจัดส่งแบบเดลิเวอรี่
ภาสประภา กล่าวว่า แผนงานต่อไป สนใจเปิดแบรนด์ใหม่ ที่เป็นร้านรวมของฝากและของเด่นในเยาวราช โดยจะเปิดในเยาวราช คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า ส่วนร้าน ล.เยาวราช ไม่มีแผนเปิดสาขาในที่อื่น เพราะอยากให้ลูกค้าปลีกเข้ามาที่ร้านเพื่อมาเลือกซื้อสินค้าที่นี่
ปัจจุบัน ร้าน ล.เยาวราช เข้าสู่ปีที่ 73 แล้ว ผลจากการปรับร้านมา 3 ปี ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจเติบโตมากขึ้นสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ทุกคนในร้านพอใจ เพราะร้านเป็นธุรกิจครอบครัว สิ่งสำคัญคือการปรับร้านไม่ได้มุ่งแค่ให้ร้านสวยขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการปรับเพื่อส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่ในร้านและเป็นแก่นของธุรกิจให้โดดเด่นมากที่สุด ทุกสินค้าในร้านกลายเป็นน่าซื้อทั้งหมด เป็นร้านทันสมัยและมีเอกลักษณ์
“สิ่งที่ยากสุดคือการเปลี่ยนความคิดคนในร้าน เพราะตลอดที่ผ่านมาธุรกิจก็เติบโตดีมาตลอด 70 ปี จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องปรับร้าน แต่เราก็ต้องอธิบายถึงความจำเป็นต้องปรับร้านใหม่ ใช้เวลาพูดคุยนานถึง 1 ปี จึงเริ่มปรับร้านได้ และเริ่มปรับร้านก็ใช้เวลาเป็นปี เพราะต้องทำช่วงปิดร้านเท่านั้น คือตั้งแต่เวลาหลังสองทุ่มจนถึงหกโมงเช้า เป็นเรื่องที่ต้องอดทน แต่เป็นความรักในธุรกิจของครอบครัว มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้” ภาสประภา กล่าว
เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ร้าน ล.เยาวราช ที่สามารถยืนหยัดต่อเนื่องมาได้กว่า 73 ปีแล้วนั้นอีกส่วนประกอบสำคัญคือ ความเป็นธุรกิจครอบครัว ที่ทุกคนพร้อมให้ความจริงใจแก่ลูกค้า แนะนำทุกเรื่อง ลูกค้าประจำจึงอยากมาที่ร้านและลูกค้าก็อยากเข้ามาต่อรองราคา รวมถึงร้านไม่ได้ขายสินค้าราคาแพง บางรายการกำไรต่ำมาก แต่อยากทำเพื่อผู้บริโภค เป็นอีกเสน่ห์ของร้านที่แตกต่างจากร้านค้าทั่วไป
ล.เยาวราช เมื่อมีผู้บริหารรุ่นใหม่มาเร่งขับเคลื่อนธุรกิจ สามารถนำแนวคิดครีเอทีฟแบบใหม่ มาผสมรวมเอกลักษณ์ของร้านที่ไม่เหมือนใครและแก่นของธุรกิจของครอบครัวได้อย่างลงตัว จึงสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง







