
รายเล็กเฮรับกระตุ้นอสังหาฯ
รับเหมารายย่อย รับภาษีบ้านหนุนอสังหาฯ ฟื้นปี 2559 ดึงเทคโนโลยี-เพิ่มสวัสดิการแรงงาน
รับเหมารายย่อย รับภาษีบ้านหนุนอสังหาฯ ฟื้นปี 2559 ดึงเทคโนโลยี-เพิ่มสวัสดิการแรงงาน
นายนรินทร์ ทองสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภกร วิศณุศิลป์ ผู้ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดของภาครัฐ คาดส่งผลดีทางอ้อมต่อผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมารายย่อยที่จะได้รับงานก่อสร้างใหม่เพิ่มขึ้น หลังจากเจ้าของโครงการต่างๆ ได้ระบายการทำตลาดในโครงการเดิมที่มีอยู่ออกไปแล้วในปีนี้ ซึ่งจะกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯ ไทยฟื้นตัวในปี 2559
ทั้งนี้ บริษัทยังได้ปรับตัวทางธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ซอฟต์แวร์ BUILK เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาของผู้รับเหมาฯ ที่เกี่ยวข้องกับคนงานวัสดุจำนวนมาก รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ที่ไม่รู้ต้นทุนที่ชัดเจน ทำให้บางโครงการที่เข้าไปดำเนินการต้องประสบภาวะขาดทุน ซึ่งเป็นปัญหาหลักและใหญ่ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม หลังจากนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานแล้ว บริษัทสามารถลดต้นทุนจากค่าวัสดุก่อสร้างได้ราว 2% ต่อโครงการ และสามารถลดค่าบริหารจัดการ (โอเวอร์ คอสต์) ได้ราว 0.8% ต่อโครงการ และทำให้การดำเนินงานก่อสร้างในแต่ละโครงการเสร็จเร็วกว่าแผนงานที่วางไว้ราว 39% รวมถึงยังทำให้บริษัทรู้ความถนัดของตัวเอง ทั้งด้านสถานะทางการเงิน และความสะดวกในการวางแผนการรับงานด้วย
“ในปี 2558 นี้ ตลาดอสังหาฯ ค่อนข้างชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่แข่งขันการให้บริการ และราคาพิเศษ แต่ก็สวนทางด้วยยังไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้นมากนักในช่วงที่ผ่านมา” นายนรินทร์ กล่าว
นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทยังวางแผนเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานกลุ่มแรงงานของบริษัทด้วย ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจูงใจให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวทำงานในไทยต่อเนื่อง ที่ปัจจุบันการขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาหลักของธุรกิจก่อสร้างในไทย ซึ่งเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่แรงงานกลุ่มนี้จะกลับไปทำงานในประเทศของตัวเอง เพื่อรองรับผู้ลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ
สำหรับอัตราค่าแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 400 บาท/วัน โดยบริษัทจะรับงานก่อสร้างในโครงการมูลค่าขนาด 80-100 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทได้รับมอบหมายก่อสร้างงานจำนวน 4 โครงการ ขณะที่มีลูกค้าหลักในกลุ่มงานราชการสัดส่วนราว 60-70%







