
ตลาดหุ้นจีนรอบนี้ ไปต่อได้แค่ไหน??
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
เศรษฐกิจของประเทศจีน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผมติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเศรษฐกิจจีนครองสัดส่วน 16% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั่วโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของจีนย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางจีนประกาศตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 โดยออกมาเหนือความคาดหมายของตลาดเพียงเล็กน้อย
แม้ว่าจะเป็นระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 7.0% แต่ก็นับว่าเป็นระดับการเติบโตที่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 6.8% ซึ่งผมมองว่าการที่ตัวเลขจีดีพีของจีนที่เติบโตต่ำกว่าเป้าหมายจะเป็นแรงกดดันให้ทางการจีนเร่งออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในไตรมาส 4 ของปีนี้ เช่น การกระตุ้นการใช้จ่ายของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการภาษี อาทิ การปรับลดภาษีรถยนต์ขนาดเล็กที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร หรือต่ำกว่า ซึ่งรถยนต์กลุ่มนี้มียอดขายคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 70% ของยอดขายทั้งหมดในจีน รวมทั้งการที่รัฐบาลจีนมีแผนการดึงดูดเอกชนให้เข้าร่วมลงทุนในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ผ่านการดำเนินมาตรการลดหย่อนภาษี การจูงใจทางการเงิน และปรับปรุงกระบวนการในการอนุมัติโครงการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งนโยบายเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมาผมมองว่าสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้เป็นระยะๆ
ด้านการลงทุน ผมมองว่า ที่ผ่านมาทางการจีนได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุนเช่นกัน ซึ่งการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีนในช่วงนี้เชื่อว่ามีหลายองค์ประกอบรวมกัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดเริ่มคาดหวังแผนกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะการประชุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว โดยจะมีขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ประกอบกับตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักช่วงเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐออกไปเป็นปีหน้ามากขึ้น จึงส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดในประเทศกำลังพัฒนา (Develop Market) รวมถึงตลาดหุ้นจีนด้วยเช่นกัน
ด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจีนในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูล ณ วันที่ 20 ต.ค.พบว่า ดัชนี CSI 300 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.85% ซึ่งผลักให้ในรอบ 1 เดือนดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 7.15% ขณะที่ YTD ปรับขึ้นเพียง 1.25% คำถามที่ตามมา คือ ตลาดหุ้นประเทศจีนจะกลับมาร้อนแรงเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีนในรอบนี้ เรายังไม่เห็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ผมมองว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีนในรอบนี้ สะท้อนถึงการคลายความกังวลของผู้ลงทุนเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ (Hard Landing) และนับว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความคาดหวังของผู้ลงทุนต่อความสำเร็จในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมาตรการต่างๆ ของทางการจีน เพราะที่ผ่านมาความวิตกดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นจีนพอสมควร
นอกจากนี้ ผมมองว่า ตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่ออย่างน้อยจากนี้อีกประมาณ 2-3 เดือน และมีโอกาสพักตัวบ้างเป็นระยะ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจตลาดหุ้นจีน ช่วงจังหวะนี้สามารถเข้าลงทุนได้ เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างมาก และยังมี Upside ให้ปรับขึ้นได้ แต่ผมขอแนะนำให้ตั้งเป้าจุดตัดขาดทุนไว้ เพราะลดความเสี่ยงจากผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้น
ในส่วนของกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในประเทศจีน และอยู่ภายใต้การบริหารงานของ บลจ.วรรณนั้น เรายังเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เช่น เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเราคงมุมมองว่าจะได้รับผลดีจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการจีน กลุ่มประกัน และกลุ่มสื่อสารและไอที
การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ นอกจากฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้จะมีเสถียรภาพแล้ว หุ้นในกลุ่มที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นประเทศจีน มักจะได้รับการพยุงจากภาครัฐ ผ่านพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน ในกรณีที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนเกิดขึ้น
สำหรับปัจจัยหลักๆ ที่ควรติดตามในช่วงนี้ ได้แก่ การส่งสัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ เพราะจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนในประเทศ Develop Market ในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ รวมถึงติดตามผลการประชุมของทางการจีนเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ที่จะมีขึ้นประมาณปลายเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค.นี้ หากแผนมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็จะส่งผลต่อ Sentiment เชิงบวกในตลาดหุ้นจีนต่อไป
นักลงทุนสามารถสอบถามเพิ่มเติมและขอรับร่างหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ







