
เรื่องไม่น่าจดจำ ของทีพีพี (1)
หลังจาก 12 ชาติลงนามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา กระแส “กลัวตกขบวนรถไฟ” ก็เกิดขึ้น
หลังจาก 12 ชาติลงนามความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา กระแส “กลัวตกขบวนรถไฟ” ก็เกิดขึ้น
กระแสดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากไทยเคยมี “ต้นทุนจากการไม่ได้มีส่วนร่วม” มาแล้ว เช่น เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-เกาหลี ที่ในรอบแรก 9 ประเทศอาเซียนยกเว้นไทยลงนาม โดยเราไม่ลงนามเพราะต้องการให้เกาหลีเปิดตลาดข้าวให้ไทย แต่เกาหลีไม่ยอม
เมื่อเราไม่ลงนาม ทำให้ขาดโอกาสจะขายข้าวให้เกาหลีเหมือนเดิม แถมเสียตลาดกุ้งให้เวียดนาม ที่สามารถส่งออกไปเกาหลีด้วยอัตราภาษีศุลกากร 0% เมื่อเคยเจ็บตัวมาก่อน กรณีทีพีพีจึงมีหลายฝ่ายกังวล
คำถามคือ เราจำเป็นต้องเกาะรถไฟขบวนนี้หรือไม่ รถไฟขบวนนี้กำลังมุ่งหน้าไปทางทิศใด มั่งคั่งหรือดิ่งเหว
ทุกคนที่วิเคราะห์เรื่องทีพีพีในเวลานี้ ล้วนวิเคราะห์ในลักษณะ “ตาบอดคลำช้าง” ครับ เนื่องจากเอกสารข้อตกลงทั้ง 29 บทที่ลงนามกันไป ยังไม่มีใครได้เห็นตัวจริง ยกเว้นทีมเจรจาของแต่ละประเทศ เนื่องจากประเทศคู่เจรจาตกลงกันไว้ว่า การเจรจาเป็นความลับขั้นสูงสุด ระดับที่วุฒิสภาของสหรัฐยังไม่สามารถเข้าถึงข้อตกลงทั้งฉบับได้
การผลักดันทีพีพีของโอบามา ไม่ได้มีเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลด้านการเมือง คือต้องการให้สหรัฐเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าของโลกผ่านข้อตกลง 2 ฉบับ คือ ทีพีพีและทีทีไอพี (Trans-Atlantic Trade and Investment Partnership) แทนที่จะเป็นยุคบูรพาภิวัฒน์ คือ มีจีน อินเดีย และอาเซียนเป็นแกนกลาง
แน่นอนว่า เมื่อการเจรจามีความไม่โปร่งใส มีการเร่งรัดกระบวนการ ประชาชนเยอรมนีกว่า 2.5 แสนคน จึงออกมาคัดค้านการเจรจาทีทีไอพี ขณะที่ชาวนาญี่ปุ่นก็ออกมาคัดค้านทีพีพีด้วย เนื่องจากญี่ปุ่นไม่เคยเปิดตลาดข้าวให้ประเทศใดมาก่อน แต่ทีพีพีทำให้ญี่ปุ่นยอมให้ต่างชาติส่งข้าวเข้ามาตีตลาดได้
สมาชิกทีพีพียังต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น นมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยค่อนข้างปกป้องมาตลอดด้วย
คำถามคือ ไทยพร้อมหรือไม่ หากจะเข้าทีพีพี แล้วต้องเปิดตลาดข้าว นมและผลิตภัณฑ์ให้ต่างชาติ
ศุกร์หน้ามาคุยกันต่อเรื่องทีพีพีกับยานยนต์และเครื่องนุ่งห่มครับ







