
อินเดีย : เปิดศักยภาพ ด้วยการปฏิรูป
หากใครกล่าวถึง “อินเดีย” เมื่อหลายปีก่อน เราก็อาจจะนึกถึงภาพของประเทศที่อาจจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าใดนัก ประชากรยากจนและมีความไม่เท่าเทียมกันสูง แต่ภาพของอินเดียทุกวันนี้เปลี่ยนแปลง ดูเป็นประเทศที่มีศักยภาพค่อนข้างมากทีเดียว
หากใครกล่าวถึง “อินเดีย” เมื่อหลายปีก่อน เราก็อาจจะนึกถึงภาพของประเทศที่อาจจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าใดนัก ประชากรยากจนและมีความไม่เท่าเทียมกันสูง แต่ภาพของอินเดียทุกวันนี้เปลี่ยนแปลง ดูเป็นประเทศที่มีศักยภาพค่อนข้างมากทีเดียว
จุดเปลี่ยนดูเหมือนจะเป็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นเรนทรา โมดี เมื่อช่วงกลางปีก่อน ซึ่งได้ชูประเด็นปฏิรูปเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยเขามุ่งเน้นไปที่การสร้างเสริมประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ให้กับอินเดีย เพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจ การปฏิรูปในด้านต่างๆ เกิดขึ้น กระบวนการที่ล่าช้าของหน่วยงานภาครัฐก็ถูกเร่งรัดให้มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น มีความพยายามที่จะใช้ระบบไอทีในหน่วยงานราชการมากยิ่งขึ้น (Digital India) บริการทุกอย่างของภาครัฐจะเป็นบริการในรูปแบบออนไลน์ภายในปี 2018
การบริหารงานในองค์กรต่างๆ มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น การสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงเมืองที่สำคัญเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญก็อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และที่ผ่านมาก็เพิ่งมีการประกาศมาตรการเสริมสร้างทักษะคนอินเดีย 400 ล้านคน ภายในปี 2022 ซึ่งจะช่วงเกื้อหนุนแนวคิด “Make in India” ที่มุ่งเน้นดึงดูดบริษัทผลิตสินค้าต่างๆ เข้ามาทำการผลิตในอินเดีย และการผ่อนคลายความเข้มงวดของกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (เอฟดีไอ) ก็ทำให้เริ่มมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้อินเดียอาจกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งใหม่ของโลกก็ได้ในอนาคต
แต่การเติบโตของอินเดียยังดูเหมือนจะยังคงพึ่งพิงอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก จากที่มีประชากรอยู่มากถึง 1,280 ล้านคน (มากเป็นลำดับที่ 2 ของโลก รองจากจีน) ซึ่งกลายเป็นเรื่องดีในช่วงที่ผ่านมา เพราะทำให้อินเดียค่อนข้างปลอดภัยจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาลงในปัจจุบัน ต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ที่พึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญ โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในไตรมาส 2 ของปีปฏิทินนี้เติบโตถึง 7%
ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าอินเดียจะเติบโตได้ถึงประมาณ 7.5% ในปีงบประมาณนี้ (เม.ย. 2558-มี.ค. 2559) และเร่งตัวขึ้นเป็น 8% ในปีงบประมาณหน้า ดีกว่าใน 2 ปีที่ผ่านมาที่เติบโต “เพียง” 4.7-4.8% และนับเป็นอัตราการเติบโตที่หลายประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาคงจะ “อิจฉา” น่าดู แต่ถึงกระนั้น ระฆุราม ราชัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ก็เพิ่งกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า อัตราการเติบโตของอินเดียยังคง “ต่ำ” กว่าความสามารถที่แท้จริงอยู่
ในด้านตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ของอินเดียก็มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น เงินเฟ้อที่เคยอยู่ในระดับ 9-10% ในปีก่อนๆ ล่าสุดเหลือเพียง 4.4% เท่านั้น นั่นหมายถึงความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินเดีย ที่เพิ่งหันมาใช้ Inflation Targeting เมื่อต้นปีนี้เอง ดัชนีความเชื่อมั่นต่างๆ ก็ปรับตัวดีขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยขาดดุลมาก็ลดการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง ฐานะการคลังก็มีแนวโน้มดีขึ้น หนี้สาธารณะก็ลดลง ทำให้อินเดียซึ่งปัจจุบันได้เครดิตเรตติ้งต่ำสุดของ Investment Grade (“BBB-”) จากทุกสถาบัน ก็อาจจะได้รับการปรับเพิ่มเครดิตเรตติ้งก็ได้ในอนาคต (มูดี้ส์ให้แนวโน้มเป็น “Positive”) นอกจากนี้ เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น โอกาสของธุรกิจต่างๆ ก็เปิดกว้างมากขึ้นตามไปด้วย เช่น ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่กำลังมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม อินเดียก็ยังเผชิญความท้าทายอีกหลายด้าน กระบวนการปฏิรูปที่ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและในอีกหลายด้าน เช่น การเริ่มใช้ภาษีสินค้าและบริการ (Good & Service Tax) ซึ่งยังคงถูกต่อต้านจากพรรคฝ่ายค้านในสภา การออกกฎหมายที่ดิน การปฏิรูปภาคการธนาคาร เหล่านี้เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นประเด็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ทำให้เศรษฐกิจอินเดียนับเป็นเศรษฐกิจที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในกลุ่ม BRIC ที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ถ้าไม่ชะลอตัวลงจนน่าตกใจ ก็เข้าสู่ภาวะถดถอยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ







