
‘แคทส์ดอทคอม’ เร่งนำเข้าสินค้าใหม่เสริมทัพ
การยื่นขอจดทะเบียนกลุ่มอาหารและยาจากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากนี้ไปจะมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าจะเป็นช่องทางทำให้คู่แข่งธุรกิจขายตรงเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวก็เป็นโอกาสให้แคทส์ดอทคอมนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากญี่ปุ่นมาเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การยื่นขอจดทะเบียนกลุ่มอาหารและยาจากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากนี้ไปจะมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าจะเป็นช่องทางทำให้คู่แข่งธุรกิจขายตรงเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวก็เป็นโอกาสให้แคทส์ดอทคอมนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากญี่ปุ่นมาเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ดอทคอม (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงแคทส์ดอทคอม เปิดเผยว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ส่งผลให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีนโยบายให้ผู้ประกอบการยื่นขอจดทะเบียนสินค้ากลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสให้บริษัทนำเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีประมาณ 40-50 รายการ และสินค้าอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม อาทิ เครื่องสำอางและสกินแคร์
ทั้งนี้ บริษัทเข้ามาทำตลาดในไทยประมาณ 6 ปี แต่สินค้าของบริษัทกลับมีเพียง 4 รายการเท่านั้น เพราะการยื่นจดทะเบียนกับ อย.ค่อนข้างล่าช้า แต่จากนี้ไปบริษัทวางแผนจะนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 1-2 รายการ/ปี ซึ่งจะเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ภายใต้กลุ่มสินค้าเรือธงของบริษัท คือ เบต้ากลูแคน ที่มีหลากหลายกลุ่มด้วยกันในประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม มาตรการยื่นจดทะเบียนอาหารและยาที่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น มองว่าเป็นโอกาสที่ทำให้คู่แข่งในธุรกิจขายตรงจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขายตรงในอาเซียน สำหรับในปีนี้มีผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงจากญี่ปุ่นเข้ามา 2-3 ราย ถือเป็นการเข้ามาช่วยสร้างตลาดธุรกิจขายตรงสัญชาติญี่ปุ่น จากที่ผ่านมาผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงญี่ปุ่นเข้ามาทำธุรกิจเมืองไทยน้อยมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของตลาดขายตรงรวมมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท
“การทำธุรกิจขายตรงของญี่ปุุ่นมีจริยธรรมสูง ไม่ได้มองการสร้างรายได้การสร้างแม่ทีมสูง แตกต่างจากธุรกิจขายตรงเมืองไทยที่ให้ความสำคัญสร้างรายได้ สร้างเครือข่าย นอกจากนี้เทคโนโลยีสินค้าของญี่ปุ่นสูงกว่าไทย ทำให้สินค้าส่วนใหญ่ไม่ผ่านการยื่นจดทะเบียนจาก อย.เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาทำธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา” เกียรติพงศ์ กล่าว
ขณะที่แผนธุรกิจบริษัทยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าในกลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตาม หลังจากที่ผ่านมาบริษัทเน้นสร้างนักธุรกิจ 80% ซึ่งพบว่าเกิดการช่วงชิงแม่ทีมในธุรกิจขายตรงค่อนข้างสูงมาก ส่วนกลุ่มผู้บริโภคมีเพียง 20% เท่านั้น แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้ปรับแผนธุรกิจเน้นขยายฐานลูกค้าผู้บริโภคในสัดส่วน 80% ด้วยการดึงดูดใจด้วยตัวสินค้า ทำให้นักธุรกิจเหลือเพียง 20% หรือราว 1,000 ราย นับว่าบริษัทได้ทำแผนธุรกิจในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะรายได้มีอัตราการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง
เกียรติพงศ์ กล่าวอีกว่า ผลประกอบการ 9 เดือนที่ผ่านมามีอัตราเติบโตที่ดี แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงและกำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลงก็ตาม วางเป้าหมายรายได้สิ้นปีของบริษัทจะมีอัตราเติบโตมากกว่า 100% นอกจากนี้ ปีหน้าบริษัทจะรุกเปิดตลาดเวียดนาม โดยเข้าไปตั้งสำนักงานเพื่อทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง จากปีที่ผ่านมาได้เข้าไปทำธุรกิจในลาวและกัมพูชา สร้างรายได้ให้กับบริษัทสัดส่วนถึง 20% และในไทย 80%
สำหรับในปีหน้าแคทส์ดอทคอมกำลังจะย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 การเข้ามาทำธุรกิจในไทย ความท้าทายคงหนีไม่พ้นตลาดธุรกิจขายตรงที่มีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทั้งตลาดในไทยและอาเซียนจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือกระทั่งนโยบายของ อย.การยื่นจดทะเบียนสินค้าจะมีความรวดเร็วและเอื้อให้สมรภูมิขายตรง 7 หมื่นล้านบาท มีความร้อนแรงยิ่งขึ้น ทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่และรายเดิมที่อยู่ในตลาดต่างเปิดศึกด้วยสินค้าใหม่ๆ กันเป็นว่าเล่นแน่นอน







