
โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ บูม ‘ฮับบ้า’ แนะกลยุทธ์โตยั่งยืน
คนรุ่นใหม่เริ่มต้นสร้างธุรกิจเร็วขึ้น บางคนยังเป็นนักศึกษาก็เริ่มทำธุรกิจแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีเป็นใบเบิกทางเริ่มต้นธุรกิจ แต่ด้วยความใหม่ มีทุนไม่สูง การไปลงทุนเช่าออฟฟิศอาจไม่ตอบโจทย์ ทำให้โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ (ธุรกิจแบ่งปันพื้นที่ทำงาน) เกิดขึ้นมารองรับ ธุรกิจนี้เริ่มในไทยเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน โดย ฮับบ้า โคเวิร์กกิ้ง สเปซ ถือเป็นเจ้าแรกๆ ที่เดินเข้าสู่ธุรกิจนี้
คนรุ่นใหม่เริ่มต้นสร้างธุรกิจเร็วขึ้น บางคนยังเป็นนักศึกษาก็เริ่มทำธุรกิจแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีเป็นใบเบิกทางเริ่มต้นธุรกิจ แต่ด้วยความใหม่ มีทุนไม่สูง การไปลงทุนเช่าออฟฟิศอาจไม่ตอบโจทย์ ทำให้โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ (ธุรกิจแบ่งปันพื้นที่ทำงาน) เกิดขึ้นมารองรับ ธุรกิจนี้เริ่มในไทยเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน โดย ฮับบ้า โคเวิร์กกิ้ง สเปซ ถือเป็นเจ้าแรกๆ ที่เดินเข้าสู่ธุรกิจนี้
อมฤต เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฮับบ้า โคเวิร์กกิ้ง สเปซ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโค-เวิร์กกิ้ง สเปซในไทยกว่า 50 แห่ง และเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกปี ขณะที่การลงทุนมีตั้งแต่หลักแสนบาทจนถึงหลัก 10 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับโค-เวิร์กกิ้ง สเปซ มีขนาดตั้งแต่ 400-600 ตารางเมตร ประกอบด้วย พื้นที่ทำงาน พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่จัดอีเวนต์ได้
ทั้งนี้ โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ ในแต่ละแห่งจะมีที่นั่งทำงานกว่า 50 ที่นั่ง ใช้งานหมุนเวียน 2 รอบ/วัน เฉลี่ยผู้ใช้งาน 5,000-1 หมื่นคน/เดือน ค่าใช้บริการตั้งแต่กว่า 100-400 บาท/วัน/คน ไม่รวมค่าเช่าห้องประชุม โดยที่ ฮับบ้า เอกมัย ซอย 4 ซึ่งเป็น โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ แห่งแรกมีค่าใช้บริการอยู่ที่ 260 บาท/วัน 4,650 บาท/เดือน แต่ละเดือนมีอัตราใช้บริการ 60% ของพื้นที่ มีสมาชิกประจำรายเดือน 50 คน หมุนเวียนใช้บริการ 1,000 คน
แม้ โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ จะได้รับความนิยมจากสตาร์ทอัพ แต่ก็ใช่ว่าทุกแห่งจะประสบความสำเร็จ หากเป็นเพียงการให้ใช้พื้นที่ทำงานอย่างเดียว แต่ไม่ตอบโจทย์อื่นด้วยก็อาจอยู่ได้ไม่นาน สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้ิอยู่ได้นานคือ เจ้าของต้องเพิ่มคุณค่าให้สมาชิกที่ใช้บริการ เช่น มีกิจกรรมเพิ่มความรู้ เป็นผู้เชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับผู้ลงทุน เป็นที่ปรึกษาเพื่อทำให้สตาร์ทอัพเกิดและโตได้
“อยากเห็นภาครัฐสนับสนุนโค-เวิร์กกิ้ง สเปซ มากขึ้น เพราะคนไทยยังรู้จักธุรกิจนี้น้อย หาสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้ลำบาก เพราะสถาบันการเงินไม่เข้าใจว่าธุรกิจนี้มีศักยภาพอย่างไร ถ้ารัฐบาลสนับสนุนช่องทางสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้ โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมอบรม แข่งขัน ค้นหาสตาร์ทอัพที่โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ ต่างๆ ทำอยู่แล้ว จะช่วยให้โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมขึ้น อีกทั้งรัฐสามารถใช้โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เป็นส่วนหนึ่งผลักดันสตาร์ทอัพใหม่ๆ ในไทยให้เกิดได้มากขึ้น” อมฤต กล่าว
ชาล เจริญพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฮับบ้า โคเวิร์กกิ้ง สเปซ กล่าวว่า ฮับบ้าเพิ่งระดมทุนก้อนใหม่ได้ 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 11.2 ล้านบาท จากกองทุนต่างๆ เช่น 500 สตาร์ทอัพ ในสหรัฐอเมริกา โกลเด้น เกต เวนเจอร์ในสิงคโปร์ อาร์เดนท์ แคปิตอล ในไทย รวมทั้งผู้ร่วมทุนรายย่อยอื่น หลังจากนี้จะนำเงินไปลงทุน 2 ด้านหลัก คือ 1.ร่วมมือแสนสิริ ขยายโค-ครีเอชั่น คอมมูนิตี้ หรือธุรกิจแบ่งปันพื้นที่ทำงานศิลปะ งานฝีมือ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ ฮับบา-โตะ โดยแห่งแรกตั้งในคอมมูนิตี้มอลล์ ฮาบิโตะ สุขุมวิท 77 เจาะกลุ่มศิลปิน ดีไซเนอร์ และครอบครัว แสนสิริเป็นผู้ลงทุนสถานที่ ฮับบ้าบริหารจัดการ จะเปิดตัวในเดือน มี.ค. 2559
ด้านที่ 2 เปิดตัวสตาร์ทอัพใหม่ โนด (Node) เครื่องมือช่วยให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการสำนักงานขนาดใหญ่ขึ้นกว่าโค-เวิร์ก กิ้ง สเปซ และเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการนำพื้นที่ที่มีอยู่ตั้งแต่ 10 ตร.ม.ขึ้นไป มาเป็นสำนักงานให้เช่า คล้าย Airbnb ต่างกันที่ไม่ได้เป็นตัวกลางด้านห้องพัก แต่เป็นด้านสำนักงานให้เช่า ฮับบ้าคิดผลประโยชน์ตอบแทน (คอมมิชชั่น) 20% ของผลตอบแทนการปล่อยเช่า ทั้งแบบวันและแบบรายเดือนผู้ประกอบการรุ่นใหม่จึงไม่ต้องแบกภาระค่าเช่าสูง ตั้งเป้าสิ้นปีนี้มีผู้ร่วมโครงการในไทย 10 ที่ เพิ่มเป็น 100 ที่ปีหน้า หลังจากนั้นจะต่อยอดสู่ต่างประเทศ ส่วนแบรนด์ฮับบ้า ยังมีแผนขยายไปต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต และไปประเทศเพื่อนบ้านปลายปีหน้า
“มีความต้องการสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ ที่หาพื้นที่ไม่ได้ประมาณ 1 ล้านตารางเมตร เพราะผู้ประกอบการหน้าใหม่ไม่มีกำลังพอไปเช่าสำนักงานที่ราคาสูง จึงเป็นโอกาสธุรกิจนี้”
หากใครสามารถต่อยอดความคิดก็ขยายธุรกิจได้แบบที่ฮับบ้าทำ ซึ่งตลาดยังเปิดกว้างทีเดียว







