
เจาะลึกภาษีชาติอาเซียน ติดอาวุธธุรกิจก่อนลงทุน
โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส
โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี การรวมกันของสมาชิกอาเซียนจะเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคอื่นๆ เข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น โดยการอำนวยความสะดวกเรื่องกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการขจัดอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรในการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในเออีซี
เมื่ออาเซียนเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาตินอกอาเซียน ก็มีคำถามต่อว่า หากจะเข้ามาในอาเซียนแล้วประเทศใดจะเป็นที่สนใจหรือเหมาะสมต่อกิจการ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการรวมตัวทำให้ประเทศในอาเซียนสามารถแข่งขันได้ ในขณะเดียวกันก็เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มกันเองด้วย
จากการสำรวจของธนาคารโลกที่จัดอันดับ 189 ประเทศ โดยพิจารณาจากความยากง่ายของการเข้าไปทำธุรกิจ พบว่า “สิงคโปร์”ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งของลำดับโลก ขณะที่ “มาเลเซีย” ตามมาเป็นอันดับสองของอาเซียน โดยอยู่ในลำดับที่ 18 ของโลก ส่วน “ไทย” ได้ลำดับที่ 26 ตามมาเป็นที่สามของประเทศในกลุ่มอาเซียน ส่วนสามลำดับสุดท้ายในกลุ่มอาเซียนคือ “กัมพูชา” อยู่ในลำดับที่ 135 “สปป.ลาว” อยู่ในลำดับที่ 148 และสุดท้าย “เมียนมา” อยู่ในลำดับที่ 177 ของโลก
ทั้งนี้ “ภาษี” เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญและเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจใช้พิจารณาเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุน วันนี้เราจะมาสำรวจความเคลื่อนไหวและอัตราภาษีหลักของประเทศในอาเซียนว่าเป็นอย่างไร
เริ่มจาก ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งประเทศไทยได้ประกาศลดอัตราภาษีจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 แต่เป็นการลดแบบชั่วคราวซึ่งจะบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2558และในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นชอบให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 20 เป็นการถาวรซึ่งคาดว่าจะได้มีการออกเป็นกฎหมายในเร็วๆ นี้
การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือเพียงร้อยละ 20 ตลอดไป จะทำให้ประเทศไทยมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ปัจจุบันสิงคโปร์จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 17 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ การที่ไทยจัดเก็บที่ร้อยละ 20 ก็นับว่าไม่ห่างกันมากนัก
ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดในกลุ่มอาเซียน คือ อัตราร้อยละ 30 โดยฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 95 จาก 189 ประเทศที่ง่ายต่อการเข้าไปทำธุรกิจ เวียดนามเป็นอีกประเทศที่จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากปัจจุบันร้อยละ 22 เป็นร้อยละ 20 เท่ากับไทย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป
หากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วโลกซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 23.68 แล้ว อัตราภาษีของสมาชิกอาเซียนก็อยู่ในกลุ่มยกเว้นฟิลิปปินส์ที่อัตราภาษีโดดขึ้นมาเกินค่าเฉลี่ย
ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีในลักษณะเดียวกัน (VAT หรือ GST) ที่จัดเก็บจากผู้บริโภคโดยตรงนั้น ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่จัดเก็บอยู่ที่ร้อยละ 10 โดยฟิลิปปินส์นอกจากจะเป็นประเทศสมาชิกที่จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่สูงสุดแล้วยังครองแชมป์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดอีกด้วย คือ จัดเก็บที่อัตราร้อยละ 12
ในขณะที่ไทยเพิ่งจะได้มีการประกาศขยายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ออกไปอีกหนึ่งปี คือ จากเดิมสิ้นสุด วันที่ 30 ก.ย. 2558 ก็ขยายเป็นสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2559 แม้รัฐบาลจะเคย
มีแนวคิดที่จะเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ด้วยความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องรักษากำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจซบเซาที่ทำให้มีการใช้จ่ายลดน้อยลง การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงเวลานี้จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 จะเป็นการซ้ำเติมทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยถอยลงไปอีก อย่างไรก็ดีในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น การปรับขึ้นของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็จะมีขึ้นอย่างแน่นอน
มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่งที่เพิ่งเริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเดือน เม.ย. 2558 โดยอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 6 ซึ่งจัดว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิก
หากเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกแล้ว อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่ถือว่าสูง โดยอัตราเฉลี่ยภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีที่คล้ายคลึงกันทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 15.78 โดยยุโรปเป็นภูมิภาคที่สูงสุด คือมีค่าเฉลี่ยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ร้อยละ 20.20
นอกจากการรู้อัตราภาษีหลักๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว ภาคธุรกิจก็ต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับความชัดเจนของกฎหมายภาษี รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรกรณีถูกตรวจสอบเรื่องภาษีด้วย เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้







