
วิสัยทัศน์ ‘วิรไท’ ธปท.พร้อมดูแลเศรษฐกิจ
โดย...วิรไท สันติประภพ
โดย...วิรไท สันติประภพ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบปะสื่อมวลชนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ระบุว่า จะทำงานเหมือนผู้ว่าการ ธปท.ในอดีต ในการทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย โดยในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านการเติบโตมากกว่าด้านเสถียรภาพ เศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะขยายตัวต่ำ เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นนโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ไม่ให้เป็นอุปสรรค
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาอาจเสี่ยงต่อเสถียรภาพ ทำให้ประชาชนมีการโยกเงินออมไปหาสินทรัพย์เสี่ยงที่มีผลตอบแทนสูง ฐานเงินออมลดลง ถือเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่เศรษฐกิจระยะกลางถึงระยะยาว หนีไม่พ้นว่าไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายการเงินไม่ใช่พระเอก แต่มั่นใจว่าจะไม่เป็นอุปสรรคกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างใหม่ เช่น การเพิ่มการลงทุนขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคุณภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มการแข่งขันในอนาคต ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นสิ่งที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมากกว่าการเพิ่มราคาสินค้าเกษตร
ทั้งนี้ จากการเดินทางไปประชุมเวทีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่สหรัฐ ที่ประชุมมีข้อกังวลปัจจัยเสี่ยง 3 ประการ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทย คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีน สินค้าโภคภัณฑ์ราคาตกต่ำ และการปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ขณะที่ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ประเทศไทยถูกตั้งคำถามในเวทีดังกล่าวว่าจะสร้างวิกฤตเหมือนปี 2540 หรือไม่ ซึ่งได้ยืนยันว่าไทยมีเสถียรภาพดีกว่าปี 2540 มาก และดีกว่าหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ เพราะได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง แม้การส่งออกจะติดลบ และมีความเสี่ยงเงินทุนไหลออก แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้มีแนวโน้มเกินดุล 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6% ของจีดีพี นอกจากนี้ยังพึ่งพาเงินตราต่างประเทศต่ำ เพราะมีต่างชาติถือพันธบัตรรัฐบาลไทยเพียง 8-9% และแม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยและมีเงินไหลออกก็ไม่กระทบต่อสภาพคล่องที่มีอยู่สูงในระบบการเงินไทย
สำหรับทิศทางกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือเสถียรภาพ ซึ่งแผนพัฒนาระบบการเงินระยะที่ 3 อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ขณะที่หัวใจหลักของธนาคารพาณิชย์มี 4 ประการ คือ แข่งได้ เข้าถึง เชื่อมโยง และยั่งยืน โดยแข่งได้คือมีธุรกรรมใหม่ๆ เช่น ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เข้าถึงคือให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินได้เป็นวงกว้าง เชื่อมโยงคือสามารถเชื่อมโยงระดับนานาชาติ เชื่อมโยงตลาดเงิน ตลาดทุนประเภทอื่นๆ และยั่งยืนคือต้องปรับปรุงกฎหมายเก่าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว







