
‘เวียดนาม’เสน่ห์ทางธุรกิจที่ต้องจับตา (จบ)
โดย...ศิรารัตน์ อรุณจิตต์ กองทุนบัวหลวง
โดย...ศิรารัตน์ อรุณจิตต์ กองทุนบัวหลวง
ตลาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพด้วยโครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งผู้บริหารรัฐมีวิสัยทัศน์เห็นคุณประโยชน์ของการศึกษา ในฐานะหัวเชื้อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไกล จึงได้ลงทุนไปกับครูและนักเรียนอย่างเต็มศักยภาพ ผลลัพธ์ตอบกลับก็คือ ตัวเลขการลงทุนตรงจากต่างชาติที่ก้าวกระโดดในรอบหลายปี ด้วยความเชื่อมั่นแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพ อีกทั้งยังขยันขันแข็ง กระตือรือร้น พร้อมทั้งเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์
ที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 144 ประเทศ (The Global Competitiveness Report 2014-2015) พบว่า เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 68 ซึ่งมีพัฒนาการขึ้นเป็นลำดับจากอันดับที่ 75 ในปี 2012-2013 หากพิจารณาเฉพาะประสิทธิภาพของตลาดแรงงานเวียดนามอยู่ในลำดับที่ 49 (ปี 2013-2014 อยู่ในลำดับที่ 56) และหากเปรียบเทียบเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียนที่ได้รับจัดอันดับทั้งสิ้น 9 ประเทศ (ยกเว้นบรูไน) เวียดนามอยู่ในลำดับที่ 5 อันดับเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าเป็นดินแดนที่เจริญรุดหน้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อัตราค่าจ้างแรงงานในระดับต่ำยังเป็นอีกแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำระหว่างจีนกับเวียดนาม จะพบว่าทิ้งห่างกันเป็นเท่าตัว ข้อมูลจาก tradingeconomics.com ระบุว่า ในปีนี้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของเวียดนามตกเดือนละ 142 เหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนอยู่ประมาณเดือนละ 325 เหรียญสหรัฐ จึงไม่แปลกเลยที่หลายบริษัทตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนาม
ภาคการค้าที่ยังได้เปรียบ
นอกเหนือจากแรงงานที่มีศักยภาพแล้ว ในระดับประเทศ เวียดนามยังร่วมเป็นภาคีทางการค้าสำคัญระดับโลก ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อภาคการพาณิชย์ อย่างเช่น ช่วยส่งเสริมการส่งออก และเปิดโอกาสให้สินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด โดยอาศัยสิทธิพิเศษเป็นเครื่องเจาะตลาด และยังช่วยส่งเสริมภาคการผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม นำไปสู่การเพิ่มการลงทุน การจ้างงาน และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม
ตัวอย่างสำคัญก็คือ
การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปจากยุโรป (GSP) ทั้งยกเว้นอัตราภาษีศุลกากร (Duty Free) และลดอัตราภาษีศุลกากร (Tariff Reduction) ซึ่ง GSP เป็นการลดต้นทุนการนำเข้า ย่อมจะจูงใจให้ผู้ซื้อจากยุโรปเพิ่มการนำเข้าจากเวียดนาม ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวม
การเข้าร่วม TPP หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership) โดยเวียดนาม มองว่า จะช่วยดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น รวมถึงเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ ของประเทศในกลุ่ม TPP ในอัตราภาษีที่ลดลง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทำเลภูมิประเทศที่ทอดยาวเป็นรูปตัว S เลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกสุดของคาบสมุทรอินโดจีน เอื้อต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งบนบกและในทะเล เมืองชายฝั่งของเวียดนามกลายเป็นเมืองท่าค้าขาย และจุดพักเดินเรือของทะเลจีนใต้ ซึ่งกำลังทวีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง
ภูมิประเทศของเวียดนามหาได้ดึงดูดใจในเชิงการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกด้วย ปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกถึง 4 แห่ง คือ อ่าวฮาลอง พระราชวังเว้ เมืองโหย่ยอัน (ฮอยอัน) และอาณาจักรจาม ที่มีภาพประทับใจอันงดงามติดตราตรึงใจคนมากมาย
เสน่ห์ของเวียดนามมีมากมายและพร้อมที่จะเติบโตต่อไปอีกยาวนาน ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภาคการค้าที่เอื้ออำนวย กำลังคนในวัยแรงงานจำนวนมาก ประกอบกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่พัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์ในยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
จากประเทศที่เต็มไปด้วยอดีตอันเป็น “ประวัติศาสตร์บาดแผล” แต่ในวันนี้เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เต็มไปด้วยศักยภาพ จนน่าสนใจลงทุนในระยะยาว ทั้งในแง่การลงทุนโดยตรงในเวียดนาม จากตลาดที่กำลังเติบโตด้วยประชากรชนชั้นกลาง หรือลงทุนผ่านบริษัท (ไทย) ที่ขยายฐานการลงทุนไปยังเวียดนาม ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจ







