
ชูบริการทางการแพทย์ ดึงไฮโซเมียนมาเข้าไทย
คนไทยอาจคุ้นเคยกับภาพแรงงานชาวเมียนมาที่ถือเป็นกำลังสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน แต่ในอีกมุมหนึ่งชาวเมียนมากลุ่มนักท่องเที่ยวก็กำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และหากไทยมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นอีกแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ
คนไทยอาจคุ้นเคยกับภาพแรงงานชาวเมียนมาที่ถือเป็นกำลังสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน แต่ในอีกมุมหนึ่งชาวเมียนมากลุ่มนักท่องเที่ยวก็กำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และหากไทยมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นอีกแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ
สมฤทธิ์ ไหคำ นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่และอดีตคณะกรรมการ (บอร์ด) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) แสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลควรมีแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเมียนมาเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและกำลังซื้อสูง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่เดินทางผ่านด่านชายแดน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่จะเข้ามาเป็นแรงงาน
“ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันพบว่าคนเมียนมาระดับกลางถึงบนนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่กลับเลือกเดินทางเส้นทางระยะไกล เช่น ยุโรป เอเชียรวมถึงประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ มากกว่าที่จะเลือกประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่ไทยกับเมียนมามีความคุ้นเคยและใกล้เคียงกันด้านวัฒนธรรม” สมฤทธิ์ อธิบาย
ทั้งนี้ เขาเห็นว่ารัฐบาลควรสนับสนุน “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” เป็นจุดขายหลัก เนื่องจากชาวเมียนมาระดับบนนิยมเดินทางไปรับการบริการทางการแพทย์ ตรวจเช็กสุขภาพในต่างประเทศ เพราะมีมาตรฐานและมีสถานพยาบาลให้เลือกมากกว่าในเมียนมา โดยปัจจุบันนิยมเดินทางสิงคโปร์มากกว่าไทย ทั้งๆ ที่ไทยมีความพร้อมทางการแพทย์ และมีเส้นทางการท่องเที่ยวที่หลากหลายไว้รองรับ แต่ขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้ไทยเสียโอกาสทางการตลาดในส่วนนี้
ที่ผ่านมาคนเมียนมานิยมตรวจเช็กสุขภาพ รับการรักษาโรคทุกชนิด ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ การบริการที่ดี และมีราคาสมเหตุสมผล ค่ารักษาพยาบาลถูกกว่าในสิงคโปร์เฉลี่ย 20-25% ซึ่งไทยสามารถนำปัจจัยเหล่านี้มาเป็นจุดแข็งเพื่อสร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้คนเมียนมาเลือกมาใช้บริการในเมืองไทยเป็นอันดับแรกแทนสิงคโปร์ และเชื่อว่าศักยภาพที่ดีของประเทศไทยจะสามารถผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ หากรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างจริงจังต่อเนื่อง
นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มเปิดเส้นทางการบินตรงสู่เมียนมาโดยไม่ผ่านประเทศไทย เช่น เมียนมา-เกาหลี จากที่ผ่านมาต้องใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การบินต่อไปยังจุดหมายปลายทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ด้วย รวมถึงรัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างรัฐต่อรัฐ เช่น การยกเลิกวีซ่าทางบก ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการเดินทางมาระหว่าง
นักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ
“ความน่ากังวลที่จะเกิดขึ้นตามมาหากเปิดวีซ่าทางบก คือนักท่องเที่ยวแฝงตัวเป็นโรบินฮู้ดในประเทศไทย แต่ในอนาคตหลังเปิดเสรีอาเซียนอย่างเป็นทางการ รัฐบาลต้องหาแนวทางรับมือด้านความมั่นคงให้รอบคอบ เพื่อให้สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เต็มศักยภาพ แต่ไม่สร้างปัญหากับประเทศในภายหลัง” สมฤทธิ์ กล่าว
ที่ผ่านมาในปี 2557 มีนักท่องเที่ยวเมียนมาเดินทางมาไทยประมาณ 2.06 แสนคน เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปี 2556 มีวันพักเฉลี่ย 8 วัน ค่าใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ย 4,689 บาท/วัน ขณะที่โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มารับบริการทางการแพทย์ในไทยจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8 หมื่น-1 แสนบาท/ทริป
สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพนั้น ทรานสเพเรนซี่ มาร์เก็ต รีเสิร์ช ระบุว่า ในปี 2555 ตลาดท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และประเมินว่ามูลค่าจะสูงถึง 32,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงสิ้นปี 2562
ขณะเดียวกันยังระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการมารับบริการศัลยกรรมเสริมความงาม โดยในปี 2555 ไทยมีชาวต่างชาติมารับบริการทางการแพทย์ประมาณ 2.5 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศในยุโรปตะวันตก







