
เสรีการค้าเอื้อรายย่อยเวียดนาม
ค้าเสรีเพิ่มโอกาสทางการค้าเอสเอ็มอี เวียดนามแนะเร่งพัฒนายุทธศาสตร์-ศักยภาพ
ค้าเสรีเพิ่มโอกาสทางการค้าเอสเอ็มอี เวียดนามแนะเร่งพัฒนายุทธศาสตร์-ศักยภาพ
ฟามง็อกลอง ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของเวียดนาม เปิดเผยว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามได้เจรจาและลงนามในสนธิสัญญาเสรีการค้า (เอฟทีเอ) หลายฉบับ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสทางการค้าแก่ภาคธุรกิจในประเทศอย่างมาก
แต่กระนั้นธุรกิจรายย่อยในเวียดนามอาจต้องประสบปัญหาในการขยายธุรกิจ และครองส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดใหม่ รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับตลาดในเวียดนามเองด้วย ซึ่งขณะนี้ภาคธุรกิจทั้งในภูมิภาคเอเชียและอื่นๆ ต่างหันมาลงทุนในเวียดนามมากขึ้น
เหงียนดินกุง ผู้อำนวยการสถาบันกลางเพื่อการจัดการเศรษฐกิจ (ซีไออีเอ็ม) ของเวียดนาม ระบุว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เออีซี) และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) จะเพิ่มโอกาสทางการค้าแก่ภาคธุรกิจเวียดนาม แต่ก็มีความกังวลเช่นกันว่าธุรกิจรายย่อยจะประสบปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
"รายย่อยและรายใหญ่ในเวียดนามมีจำนวนมาก ซึ่งส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ" เหงียน กล่าว
สถาบันสถิติของเวียดนาม เปิดเผยข้อมูลความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัญหาสำหรับรายย่อยในเวียดนาม ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค. 2015 ว่า มีรายย่อยปิดตัวลงราว 6,290 ราย ส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 1 หมื่นล้านด่อง (ราว 15 ล้านบาท) นอกจากนี้ มีรายย่อยที่ปิดกิจการชั่วคราวราว 3.9 หมื่นราย มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2014 ราว 2%
นาธาน เลน นักเศรษฐศาสตร์ประจำสถานกงสุลสหรัฐในนครโฮจิมินห์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจรายย่อยเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คิดเป็น 90% ของธุรกิจในภูมิภาคทั้งหมด และสร้างงานกว่า 50-80%
อย่างไรก็ดี ธุรกิจรายย่อยในอาเซียนส่วนใหญ่ยังขาดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลต่อโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก
ด้าน เดาอันตวน ผู้อำนวยการแผนกกฎหมาย สภาหอการค้าอุตสาหกรรมและการลงทุนเวียดนาม (วีซีซีไอ) ระบุว่า เวียดนามส่งออกสินค้าสู่ตลาดอาเซียน 30% ของสินค้าทั้งหมด
ทั้งนี้ ธุรกิจรายย่อยในเวียดนามมีจำนวนทั้งสิ้น 97% ของภาคธุรกิจทั้งหมด ในขณะที่ 3% ที่เหลือเป็นรัฐวิสาหกิจ







