
คดีฟ้องข้าวรัฐไม่คืบ
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีต่อคู่สัญญาของภาครัฐ คือ บริษัทผู้ตรวจสอบคุณภาพ (เซอร์เวเยอร์) และเจ้าของโกดังข้าว กรณีที่ตรวจสอบพบข้าวสต๊อกรัฐไม่ได้ตามมาตรฐานมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 แต่จนถึงขณะนี้ ทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยังไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาทั้งสองได้ แม้ตั้งเป้าให้ตำรวจสรุปเอกสารให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินคดีทางอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีต่อคู่สัญญาของภาครัฐ คือ บริษัทผู้ตรวจสอบคุณภาพ (เซอร์เวเยอร์) และเจ้าของโกดังข้าว กรณีที่ตรวจสอบพบข้าวสต๊อกรัฐไม่ได้ตามมาตรฐานมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 แต่จนถึงขณะนี้ ทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยังไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาทั้งสองได้ แม้ตั้งเป้าให้ตำรวจสรุปเอกสารให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินคดีทางอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
ทั้งนี้ ปริมาณข้าวที่อยู่ในส่วนของโกดังรับผิดชอบของ อคส. มีทั้งหมด 3.6 ล้านตัน มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้แจ้งความไปเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2558 ส่วนข้าวที่อยู่ในโกดังความรับผิดชอบของ อ.ต.ก. มีปริมาณ 1.31 ล้านตัน มูลค่า 2.65 หมื่นล้านบาท ได้แจ้งความไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รวมปริมาณทั้งสิ้น 4.91 ล้านตัน มูลค่า 9.15 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งกำลังเก็บรวบรวมหลักฐานยังไม่แล้วเสร็จครบทุกโกดัง แต่ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 98% ซึ่งขั้นตอนของการฟ้องร้องนั้น ในส่วนของคดีอาญาจะเป็นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะฟ้องเซอร์เวเยอร์และเจ้าของโกดัง เพราะถือเป็นการฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์
ขณะที่การเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งนั้น จะเป็นหน้าที่ของ อคส.และ อ.ต.ก. ที่เป็นคู่สัญญาจะเป็นผู้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย โดยจะทำการฟ้องร้องได้ก็ต่อเมื่อนำข้าวที่แจ้งความดังกล่าวไปเปิดขาย โดยความเสียหายจากส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการขายจะเป็นตัวเลขที่นำมาฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับทางคู่สัญญา
“คดีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเซอร์เวเยอร์และเจ้าของโกดังภาครัฐ ซึ่งเป็นคดีอาญาและแพ่งนั้น จะมีอายุความ 10 ปี แตกต่างจากคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดต่อภาคเอกชน ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จึงเชื่อว่าตำรวจน่าจะสรุปผลโกดังครบทั้งหมดได้เร็วๆ นี้ เพื่อนำข้าวมาเปิดขายและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อไป โดยมูลค่าความเสียหายที่จะต้องชดใช้น่าจะเกิน 2 หมื่นล้านบาท” แหล่งข่าว ระบุ
ด้านความคืบหน้าการเรียกร้องค่าเสียหายความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในส่วนของกระทรวงการคลังที่รับผิดชอบการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับยิ่งลักษณ์ ได้ยืดระยะเวลาออกไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2558 ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้มีการสอบพยานเพิ่มเติม
ขณะที่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ที่รับผิดชอบกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน ทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้มีการสรุปผลตรวจสอบไปแล้วตามกำหนด เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2558 โดยตัวเลขมูลค่าความเสียหายตกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยได้ส่งเรื่องให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว รอเพียงนายกฯ ส่งเรื่องคืนกลับมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อฟ้องเรียกค่าเสียหายความรับผิดทางละเมิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ ป.ป.ช.พบเส้นทางเช็กเงินสด 9.8 หมื่นล้านบาท ในสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจี 8 สัญญา เป็นการขยายความเพิ่มเติม ซึ่ง ป.ป.ช.กำลังดำเนินการสอบสวนพยาน และผู้ที่เกี่ยวข้องในการชี้มูลความผิดต่อไป







