posttoday
'เมเจอร์' ผงาดเพื่อนบ้าน ปักหมุดโรงหนังมาตรฐานโรงแรม

'เมเจอร์' ผงาดเพื่อนบ้าน ปักหมุดโรงหนังมาตรฐานโรงแรม

20 ตุลาคม 2558

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่ารายได้จากโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ในกรุงพนมเปญช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จะสูงถึง 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาท และโรงภาพยนตร์ระดับวีไอพีจะมีคนเข้าชมเกือบ
เต็มโรง แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดกัมพูชา ที่ วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มองเห็นและสามารถตีโจทย์ความต้องการของชาวกัมพูชาได้อย่างตรงจุด

วิชา เล่าว่า กัมพูชาคือประเทศแรกที่เมเจอร์เปิดสาขาโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศ โดยได้ให้บริการมาแล้วประมาณ 16 เดือน แต่เชื่อมั่นว่าอนาคตยังไปได้อีกไกล โดยเฉพาะในกรุงพนมเปญที่กำลังเจริญอย่างรวดเร็ว คนมีกำลังซื้อมากขึ้น เมืองกำลังขยาย มีคอนโดมิเนียมหรู หมู่บ้านขนาดใหญ่ และไลฟ์สไตล์มอลล์ผุดขึ้นมากมาย และชาวกัมพูชาก็ชื่นชอบและเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย ซึ่งเมเจอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ตอนนี้เมเจอร์มีโรงภาพยนตร์ในพนมเปญ 7 โรง แต่มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% เพราะพนมเปญมีโรงภาพยนตร์ทั้งหมดแค่ 18 โรง และมีคู่แข่งเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่เพียงรายเดียว ในอนาคตเมเจอร์จึงมีแผนจะลงทุนเพิ่ม ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50-60 โรง ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของเมเจอร์ขยับไปอยู่ที่ 70-80%” วิชา ระบุ

ทั้งนี้ เมเจอร์เตรียมที่จะขยายสาขาที่ 2 ในพนมเปญเพิ่มอีกแห่ง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท เพราะมีโรงไอแม็กซ์ด้วย ซึ่งขณะนี้ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับพันธมิตรไปแล้ว โดยสาขาใหม่จะอยู่ใกล้สนามบิน

นอกจากตลาดกัมพูชาที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เมเจอร์ยังขยายการลงทุนไปในนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ซึ่งเพิ่งเปิดบริการได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น แต่ยอดขายตั๋วก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโตของธุรกิจโรงภาพยนตร์เกือบ 100% เนื่องจากเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ของ สปป.ลาว แต่มีโรงภาพยนตร์ของผู้ประกอบการท้องถิ่นเพียง2 โรงเท่านั้น หลังจากที่เมเจอร์เข้าไปลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ขนาด 5 โรง ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ วัยทำงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนกลุ่มนี้คิดเป็น 40% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในเวียงจันทน์

“ตั้งเป้าว่าภายในปี 2563 ทั้งในประเทศกัมพูชาและ สปป.ลาว จะต้องมีโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ให้ได้อย่างน้อย 100 โรง จากปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 12 โรง โดยกัมพูชามีอยู่ 7 โรง และจะขยายให้ได้ 50-60 โรง ส่วน สปป.ลาว ตอนนี้มีอยู่ 5 โรง จะขยายเพิ่มเป็น 25-30 โรง ซึ่งคาดว่าทั้งหมดนี้น่าจะต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท” วิชา เผยถึงเป้าหมายการบุกตลาดเพื่อนบ้านของเมเจอร์ในช่วง 5 ปีจากนี้

วิชา กล่าวอีกว่า  ภาพยนตร์ไทยที่เข้าไปฉายในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและ สปป.ลาวนั้น ไม่จำเป็นต้องปรับให้ตามใจผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะคนกัมพูชาและ สปป.ลาว ชอบหนังไทยอยู่แล้ว สัดส่วนของภาพยนตร์ต่างชาติที่เข้าไปฉายในกัมพูชาและ สปป.ลาว ตอนนี้ 40% เป็นภาพยนตร์ไทยแนวตื่นเต้น ลึกลับ และหนังรักคอมเมดี้ อีก 60% ที่เหลือเป็นภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด และคนที่มาดูหนังส่วนใหญ่ 90% เป็นคนท้องถิ่น

“สาเหตุที่ทำให้เมเจอร์ติดตลาดในกัมพูชาและ สปป.ลาว มาจากการตั้งใจทำและลงทุนแบบเต็มที่ ทำด้วยใจเพื่อให้คุณภาพออกมาดี เพราะเมเจอร์เป็นธุรกิจขายความสุข เป็นโรงภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานระดับเดียวกับโรง แรม คนกัมพูชาและคนลาวเมื่อคิดจะดูหนังทั้งทีก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่า และเมเจอร์ก็ตอบโจทย์นั้นได้ เพราะลูกค้าจะเห็นถึงความต่างระหว่างเมเจอร์กับของท้องถิ่น” วิชา ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลความสำเร็จ

อีกสูตรความสำเร็จหนึ่งของเมเจอร์ คือ การมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องการขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่พร้อมเปิดสาขาใน คอมมูนิตี้มอลล์ได้ด้วย เพื่อให้ธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น และยังไม่มีแผนเปิดสาขาแบบสแตนด์อะโลน เว้นแต่กรณีที่ไม่มีทำเลที่ต้องการจริงๆ เท่านั้น

เมื่อถามถึงตลาดเวียดนามและเมียนมา วิชา กล่าวว่า เวียดนามเป็นประเทศแรกที่เมเจอร์เคยคิดจะไปลงทุน แต่เมื่อศึกษาตลาดแล้วเห็นว่ามีคู่แข่งจำนวนมากตอนนี้มีโรงภาพยนตร์อยู่แล้วถึง 165 โรง

ส่วนเมียนมาจะต้องรอให้กฎหมายต่างๆ นิ่งกว่านี้ ที่สำคัญต้องให้มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เปิดก่อน จึงจะพิจารณาการลงทุนต่อไป

วิชา ยังอธิบายถึงการทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านว่ามีความใกล้เคียงกับเมืองไทย ทั้งโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย และกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับพันธมิตร ซึ่งการที่เมเจอร์มีแบรนด์เข้มแข็งในวงการเอนเตอร์เทนเมนต์ ทำให้มีพันธมิตรสนใจเข้ามาร่วมทำตลาดอยู่เสมอ ซึ่งถือว่าโรงภาพยนตร์เมเจอร์กลายเป็นเวทีการทำการตลาดที่ดีของทุกแบรนด์

ผู้บริหารเมเจอร์ทิ้งท้ายว่า เมเจอร์ต้องการเป็นตัวกลางนำภาพยนตร์ไทยไปสู่สายตาชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดซีแอลเอ็มวี ที่นิยมภาพยนตร์ไทยและมีโอกาสเติบโตอีกมาก อีกทั้งในอนาคตต้องการขยายตลาดไปถึงจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยเขาเชื่อว่า ภาพยนตร์ไทยจะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยสร้างยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้ เพราะมีคนจำนวนมากที่มาเที่ยวเมืองไทย เพราะรู้จักและเห็นสถานที่ท่องเที่ยวจากภาพยนตร์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท