
จัดพอร์ตลงทุนไตรมาส 4 อย่างไรดี
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
เมื่อฉบับที่แล้ว คุณโชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ได้บอกไว้ว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะปรับตัวได้ดีขึ้นในทุกๆ ภูมิภาค เพราะแม้จะมีหลายคนกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด แต่อย่างที่เราพอทราบกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐดูจะค่อยๆ ฟื้นตัว เฟดจึงคงไม่ได้ขึ้นเร็วนัก รวมทั้งที่ผ่านมาเราก็เห็นสัญญาณแล้วว่าเฟดค่อนข้างให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจโลกเหมือนกัน เฟดคงตระหนักแล้วว่าถ้ายิ่งเร่งขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่สนใจใครจนเศรษฐกิจโลกพัง เศรษฐกิจสหรัฐก็พังด้วย
ในความเห็นส่วนตัว ผมมองว่าในไตรมาส 4 ที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องถึงปี 2016 การลงทุนในหุ้นยังน่าสนใจอยู่ แม้ว่าตัวแปรสำคัญอย่างเฟดกับจีนยังเป็นสิ่งที่ตลาดให้ค่าน้ำหนักอยู่ก็ตาม เพราะหากเศรษฐกิจยุโรปไม่กระเตื้อง อีซีบีก็สร้างความเชื่อมั่นไว้แล้วว่าจะยังทำคิวอีต่อไป ส่วนจีนรัฐบาลก็ยังมีเงินสำรองอยู่เยอะ น่าจะมีช่องทางที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อีกมาก เราจะยังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องล้นอยู่เช่นเดิม สำหรับไทยเศรษฐกิจคงฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.5% ในปีนี้ และค่าเงินบาทน่าจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการแข็งตัวของเงินเหรียญสหรัฐ ผมคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศจากนี้ไป 1 ปี น่าจะอยู่ประมาณ 8-10% ต่อปี
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด การชะลอตัวของจีน และความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยรบกวนเศรษฐกิจโลกอยู่ รวมทั้งเวลาที่มีข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเมื่อไหร่ ตลาดก็มักจะมีปฏิกิริยารับเสมอ เพราะฉะนั้นแม้จะเชื่อว่าหุ้นให้ผลตอบแทนดี แต่ก็ต้องเผื่อสำหรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นด้วย
การจัดสินทรัพย์ลงทุน (Asset Allocation) จึงเป็นส่วนผสมที่สร้างความสมดุลเพื่อลดความผันผวนในช่วงสั้นๆ และเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้จิตใจไม่หวั่นไหวเมื่อเห็นพอร์ตลงทุนของตัวเองเป็นตัวแดงในเกือบทุกสินทรัพย์ที่ตัวเองลงทุนในช่วงเวลาหนึ่ง
สำหรับ บลจ.ธนชาต เราได้มีการจัดและปรับปรุง Asset Allocation ไตรมาสละครั้ง โดยการวิเคราะห์ทั้งข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน เพื่อหาเป้าหมายผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภทและหาสัดส่วนการลงทุนที่ลงตัว ทั้งในแง่ผลตอบแทนที่ได้รับ ความผันผวนที่รับได้
อย่างสมมติว่าเป็นผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 8% เราก็แนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนแบบกองทุนตราสารหนี้ 20% กองทุนหุ้นไทย 80% จะมีค่า SD อยู่ที่ประมาณ 7% ส่วนกองทุนที่แนะนำสำหรับตราสารหนี้ก็คือ กองทุนเปิดธนชาตธนสาร (T-TSARN) ส่วนกองทุนหุ้นไทยจะเป็นกองทุนเปิดธนชาต LowBeta (T-LowBeta) กองทุนเปิดธนชาตพริวิเลจ (T-Privilege) และกองทุนเปิดธนชาต Small Medium Cap (T-SM Cap) ซึ่งทั้ง 3 กองทุนจะมีนโยบายชัดเจนมาก อย่าง T-LowBeta ก็จะเป็นหุ้นผันผวนต่ำ ส่วน T-Privilege โดยนโยบายลงทุนหุ้นแบบกระจุกตัวประมาณ 10 ตัวเท่านั้น หรือจะเป็น T-SM Cap ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่จะเหมาะกับช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างในปีหน้า
จริงๆ แล้ว บลจ.ธนชาต ยังจัดทำพอร์ตลงทุนไว้อีกหลายแบบทั้งไทยและต่างประเทศ มีทั้งเหมาะกับคนที่ชอบเสี่ยงต่ำเน้นตราสารหนี้เยอะหน่อย จนไปถึงคนที่ชอบท้าทายสูงเน้นลงทุนในหุ้นล้วนก็มี หากสนใจสอบถามได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา หรือติดต่อโดยตรงมาที่ บลจ.ธนชาต หรือกระดานสนทนาใน www.thanachartfund.com ได้ครับ
สำหรับผมแล้วการจัดพอร์ตการลงทุนถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เอาไว้ช่วยวางแผนเงินในกระเป๋า และจัดการความผันผวนของตลาดที่เราไม่สามารถห้ามได้นั่นเองครับ
สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]







