
ปั้นไทยแลนด์เบสต์ ฮับออนไลน์ขายทั่วโลก
โลกแห่งการค้าของไทยได้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว รัฐบาลจึงต้องหันมาให้ความสำคัญในการสร้างช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเอสเอ็มอี ได้มีช่องทางจำหน่ายนอกเหนือจากออฟไลน์ ซึ่งจะเป็นประตูนำธุรกิจเอสเอ็มอีสู่เวทีการค้าทั่วโลก
โลกแห่งการค้าของไทยได้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว รัฐบาลจึงต้องหันมาให้ความสำคัญในการสร้างช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเอสเอ็มอี ได้มีช่องทางจำหน่ายนอกเหนือจากออฟไลน์ ซึ่งจะเป็นประตูนำธุรกิจเอสเอ็มอีสู่เวทีการค้าทั่วโลก
บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เปิดเผยว่า เครือสหพัฒน์ได้จับมือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์นำตราสัญลักษณ์หรือโลโก้ภายใต้ไทยแลนด์ เบสต์ (Thailand Best) มาดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้เว็บไซต์ www.thailandbest.go.th โดยตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจออนไลน์ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีทั้งภายในประเทศ รวมถึงโอกาสนำสินค้าแบรนด์ไทยขยายตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้ บนเว็บไซต์ www.thailandbest.in.th ซึ่งบริษัทจะมอบให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการ เบื้องต้นจะมีสินค้าในเครือสหพัฒน์ 50 บริษัท หรือราว 1,500 รายการจำหน่าย แบ่งเป็น 11 กลุ่ม อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง สินค้าสำหรับแม่และเด็ก เป็นต้น และปีหน้าจะเพิ่มสินค้าเป็น 5,000 รายการ โดยสินค้าเอสเอ็มอีที่จำหน่ายบนเว็บไซต์คาดว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ในต้นปีหน้านี้
ขณะที่เว็บไซต์ไทยแลนด์เบสต์ บริษัทได้พัฒนาและเปิดตัวเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์นำโลโก้ไทยแลนด์ เบสต์ มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์ เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสินค้าไทยที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นสินค้าไทยให้กับผู้บริโภค จากการที่เครือสหพัฒน์เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการไทยแลนด์ เบสต์เมื่อปี 2541 เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยใช้สินค้าไทยในยุคที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540
“เครือสหพัฒน์ยกตรานี้ให้รัฐบาลนำไปใช้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีโอกาสทางการค้ามากขึ้น ซึ่งในส่วนของสินค้าทางกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่คัดเลือกและมอบตราสัญลักษณ์ให้เอง และนำมาขายร่วมกัน โดยเว็บไซต์นี้จะขายสินค้าเอสเอ็มอีออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีหลากหลายภาษา” บุณยสิทธิ์ กล่าว
บุณยสิทธิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลเสริมสร้างกลุ่มเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและเกิดความเข้มแข็ง ซึ่งเครือสหพัฒน์ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมอบตราสัญลักษณ์ไทยแลนด์เบสต์ เพื่อพัฒนาทางช่องทางการค้าออนไลน์ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสินค้าไทยเข้าสู่ระบบการค้าไปทั่วโลก เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยและมูลค่าการค้าที่เกิดขึ้นต่อไป
สุรัตน์ วงศ์รัตนภัสสร ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างเว็บไซต์ www.thailandbest.go.th ภายใต้ลิขสิทธิ์กระทรวงพาณิชย์ เป็นศูนย์กลางร้านค้าออนไลน์สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี รัฐบาลควรลงทุนสร้างระบบโลจิสติกส์และการชำระเงินระบบกลางขึ้นมา โดยให้หน่วยงานรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล เพื่อเป็นศูนย์กลางบริหารจัดการให้กับผู้ประกอบการ คาดว่าจะสามารถจัดตั้งระบบดังกล่าวใน 3-6 เดือน หลังจากภาครัฐมีมติที่จะจัดตั้งขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การสร้างเว็บไซต์ไทยแลนด์ เบสต์ ได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย อาทิ การใช้ไลน์สติ๊กเกอร์ขณะนี้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า 6 ล้านคน และมีผู้ติดตาม 3 ล้านคน นอกจากนี้การจำหน่ายสินค้าของเครือสหพัฒน์ยังจัดโปรโมชั่นลดราคา 30% เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีแต่การทำอี-คอมเมิร์ซในลักษณะบีทูบีหรือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจบนเว็บไซต์ Thaitrad.com แต่ยังไม่มีได้มีเว็บไซต์สำหรับการดำเนินธุรกิจบีทูซี หรือจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคทางออนไลน์
ในส่วนของการลงทุน บริษัททุ่มงบ 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ คลังสินค้า ระบบคอลเซ็นเตอร์ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า รองรับกับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ในเบื้องต้นบริษัทจะช่วยกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก่อน ซึ่งถือว่าบริษัทมีความพร้อมจากการมีระบบการกระจายสินค้ากว่า 1 หมื่นจุดครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่การพัฒนาระบบวางเป้าหมายจัดส่งสินค้าเพียง 1 วัน จากปัจจุบันส่งสินค้า 3-5 วัน สำหรับเว็บไซต์ไทยแลนด์ เบสต์ ปัจจุบันมีสมาชิก 1 แสนล้านคน มียอดขาย 1 ล้านบาท/เดือน
เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวมากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการผลักดันเอสเอ็มอีไทย เพราะจากสถิติทั่วโลก ประเทศที่มีรายได้สูง เอสเอ็มอีจะมีสัดส่วนรายได้ 50% ของจีดีพี แต่สำหรับในไทยรายได้จากเอสเอ็มอีมีกว่า 13% ของจีดีพีเท่านั้น การเปิดเวทีการค้าการขายผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ ภายใต้ศูนย์กลางการใช้โลโก้ไทยแลนด์ เบสต์ จะเป็นช่องทางสร้างรายได้ทั่วทุกมุมโลก และเป็นส่วนหนึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น







