
'ฟิลลิป'แนะขายกองหุ้นไทย
บล.ฟิลลิป แนะชะลอซื้อกองหุ้นไทย ฉวยจังหวะขายทำกำไร รอช้อน LTF ที่ 1,370 จุด
บล.ฟิลลิป แนะชะลอซื้อกองหุ้นไทย ฉวยจังหวะขายทำกำไร รอช้อน LTF ที่ 1,370 จุด
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ว่าควรชะลอการลงทุนในกองทุนหุ้นไทยออกไปก่อน หรือทยอยขายทำกำไรบางส่วน เมื่อดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1,430 จุด เพื่อลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยลง
“เม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากแนวโน้มการเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมากขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยพื้นฐานยังไม่มีอะไรที่เป็นปัจจัยบวกชัดเจน ทำให้คาดว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวขึ้นได้อีกแต่ค่อนข้างจำกัด” นายสานุพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสานุพงศ์ กล่าวว่า หากเป็นการลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แนะนำให้เข้าลงทุนบริเวณแนวรับที่ 1,370 จุด หรือทยอยลงทุน
นอกจากนี้ นายสานุพงศ์ กล่าวอีกว่า จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นโลกอีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นจีนกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง จึงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนหุ้นจีนและกองทุนหุ้นยุโรปทั้งในระยะสั้นและยาว
“การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่อาจถูกเลื่อนออกไปน่าจะทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดฮั่งเส็งมากขึ้น และด้วยมูลค่าของตลาดที่ยังคงถูก รวมถึงอนาคตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาวที่ยังถือว่าดี เราแนะนำลงทุนในตลาดหุ้นฮั่งเส็ง” นายสานุพงศ์ กล่าว
เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนที่กำลังฟื้นตัวบวกกับกลุ่ม PIGS (โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน) ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีที่จะออกมาในสัปดาห์นี้มีโอกาสที่จะปรับตัว
เพิ่มขึ้น น่าจะทำให้เงินลงทุนไหลเข้าตลาดฝั่งยุโรปไม่น้อย จึงแนะนำลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรป
ขณะเดียวกัน นายสานุพงศ์แนะนำให้รอดูสถานการณ์ในสหรัฐก่อนที่จะเข้าลงทุนในช่วงนี้ เพราะหากเศรษฐกิจโลกยังคงซบเซาและเงินเฟ้อยังตํ่ากว่าเป้าหมายที่ 2% มากๆ อาจทำให้เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป
“แม้ว่าอาจมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ แต่การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกมาประกาศไม่เพิ่มเม็ดเงิน QQE แม้นโยบายอาเบะที่ถูกใช้ในช่วงก่อนหน้ายังไม่คืบหน้านัก อาจกดดันราคาหุ้นญี่ปุ่นได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงแนะนำรอดูสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุนกองทุนหุ้นญี่ปุ่น” นายสานุพงศ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายสานุพงศ์ กล่าวถึงราคาทองคำว่ายังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากแนวโน้มการเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและความรุนแรงในซีเรีย แต่จะปรับขึ้นได้จำกัด โดยสัปดาห์หน้าน่าจะผันผวนอยู่ระหว่าง 1,140-1,180 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้อีก จึงแนะนำให้ถือรอเพื่อลุ้นว่าจะผ่านแนวต้านที่ 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้หรือไม่







