
การป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน
โดย...พิมเพ็ญ อิศรางกูร ณ อยุธยา
โดย...พิมเพ็ญ อิศรางกูร ณ อยุธยา
นับตั้งแต่มังกรใหญ่อย่างจีนได้เข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวของเงินหยวนไปเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าต่อเนื่องหลังธนาคารกลางสหรัฐสิ้นสุดมาตรการ QE ไปเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ คงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกต่างก็มีความผันผวนกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้กระทั่งค่าเงินบาทในบ้านเรา ซึ่งหากดูตั้งแต่ต้นปี (จนถึง 12 ต.ค.) จะพบว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 7% และเกือบจะอ่อนที่สุดในภูมิภาคหากไม่นับดอลลาร์ฮ่องกงและริงกิตของมาเลเซียที่อ่อนลงไปกว่า 15% ขณะที่สินทรัพย์ต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบและให้ผลตอบแทนที่เป็นลบในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ โดยกองทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศเกิดใหม่ต่างก็ให้ผลตอบแทนที่ไม่สวยนัก
จากค่าเงินที่มีความผันผวนเช่นนี้ การลงทุนในต่างประเทศจึงมีปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนจำต้องคำนึงถึง คือการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการป้องกันความเสี่ยงไม่อาจช่วยให้เราหลีกเลี่ยงจากภาวะขาดทุนได้ แต่ก็สามารถช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลที่เราซื้อหรือขายได้ โดยการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า “สัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward)” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนลงได้
Forward (หรือเรียกเต็มๆ ว่า Forward Contract) คือสัญญาที่เราตกลงกับธนาคารที่ทำธุรกรรมเพื่อจะซื้อเงินตราต่างประเทศในอนาคตด้วยเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1) สกุลเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงซื้อขาย 2) จำนวนเงินที่จะซื้อขาย 3) วันที่ส่งมอบเงิน โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดในสัญญานั้นเรียกว่า Forward Rate ซึ่งมาจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน (Spot Rate) บวกด้วย Swap Point (หรืออาจเรียกว่า Forward Point) เช่น ค่าเงินบาทปัจจุบันอยู่ที่ 36.02 บาท และ Swap Point ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 25 ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยนในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่ตกลงกันจะอยู่ที่ 36.02+ (25/100) = 36.27 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นต้น
โดยทั่วไปแล้ว Swap Point จะคำนวณจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย 2 สกุลเงินที่ตกลงจะแลกกัน บนพื้นฐานที่ว่า การฝากเงิน 2 สกุลในระยะเวลาเดียวกัน จะได้รับผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับมาแล้วเท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไรได้ เช่น สมมติว่าประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐ ดังนั้นก็จะมีโอกาสที่คนจะกู้ยืมในสกุลดอลลาร์สหรัฐด้วยดอกเบี้ยที่ถูกกว่า และนำมาลงทุนในสกุลเงินบาทในประเทศไทยด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า จากนั้นเมื่อครบกำหนดก็จะแปลงเงินบาทกลับเป็นดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้คืนเงินต้นที่ยืมมา
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไร ค่าเงินบาทในอนาคตจะต้องอ่อนค่าลง เพื่อท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะฝากเงินในสหรัฐหรือกู้ยืมแล้วมาฝากในไทย ผลตอบแทนที่ออกมาต้องได้ค่าเท่ากัน (หลักการ Interest Rate Parity) แต่ในความเป็นจริง Swap Point จะถูกกำหนดด้วยปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งอาจมากระทบอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง ปัจจัยทางเทคนิค ฯลฯ และเป็นตัวที่สะท้อนการคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต
ในภาวะที่สกุลเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ การที่กองทุนไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้การลงทุนมีกำไรจากค่าเงิน (เนื่องจากกองทุนถือสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนเงินที่จะแลกกลับมาเป็นเงินบาทจะได้มูลค่าเพิ่มขึ้น) การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อาจจะทำให้เสียประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า แต่ในทางตรงข้าม กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่า การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะช่วยลดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งจะทำให้การลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้ผลตอบแทนดีกว่า
แม้ว่าตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ จะอ่อนค่าลงเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ แต่จากผลของรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐประจำเดือน ก.ย.ที่เพิ่งเปิดเผยออกมา ระบุถึงความกังวลในการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียต่างแข็งค่าขึ้น หากดูค่าเงินบาทจะพบว่าตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.–ปัจจุบัน (12 ต.ค. 2558) ค่าเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้กว่า 2% จึงเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินยากที่จะคาดเดา เนื่องจากค่าเงินของแต่ละประเทศเคลื่อนไหวตามกลไกของตลาดทั้งปัจจัยภายในและภายนอก การเก็งกำไรหรือขาดทุนจึงทำได้ยาก การทำ Hedging หรือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้าม







