
ดีดตัวเทคนิค 1,440-1,450จุด
โดย...บล.ทิสโก้
โดย...บล.ทิสโก้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เล็งเป้าเทคนิคดัชนีหุ้นรอบนี้ที่ 1,440-1,450 จุด แต่การขึ้นจะแกว่งมากขึ้น (ขึ้นสลับย่อ) แนะเลือกซื้อเป็นรายตัว เน้นหุ้นงบไตรมาส 3 ดีมีโอกาสปรับตัวสูงเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย (รวมทั้งตลาดหุ้นภูมิภาคด้วย) หลังคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกออกไป อิงจากการซื้อคืนของต่างชาติหลังจากที่ขายสุทธิ 2 รอบใหญ่ล่าสุด (รอบแรกขายสุทธิ 8 ไตรมาสติด (ระหว่างไตรมาส 3/2550-ไตรมาส 1/2552) รวม 2.10 แสนล้านบาท และรอบที่ 2 ขายสุทธิ 5 ไตรมาสติด (ระหว่างไตรมาส 2/2556-ไตรมาส 2/2557) รวม 2.38 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ มองการซื้อคืนของต่างชาติครั้งนี้น่าจะอยู่ในช่วง 2-4 หมื่นล้านบาท เทียบกับปัจจุบันที่ต่างชาติซื้อสุทธิไปแล้ว 6,100 ล้านบาทในเดือนนี้
อย่างไรก็ดี มองกระแสเงินทุนต่างประเทศที่พลิกเป็นไหลเข้าในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพียงการซื้อคืนชั่วคราว หลังจากที่ไหลออกเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้านี้เท่านั้น เพราะ
ประการแรก นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 9.1 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา นับเป็นการขายสุทธิรายไตรมาสที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ประการที่สอง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐยังอยู่ในทิศทางกลับขึ้นไปสู่ระดับปกติ ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาล่าสุดยังไม่ได้แย่ลงขนาดที่ เฟดต้องยุติการปรับขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นในไม่ช้าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของสหรัฐจะกลับมากดดันตลาดอยู่ดี
ประการที่สาม ยังมีประเด็นผลกระทบจากการรวม American Depositary Receipts (ADRs) เข้าในการคำนวณดัชนี MSCI EM และ MSCI China ที่จะเริ่มบังคับใช้เฟสแรกในเดือน พ.ย.นี้ (ประกาศวันที่ 12 พ.ย. และมีผลบังคับ 30 พ.ย.) รอกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติอยู่ในเดือนหน้า
“เรามองกระแสเงินทุนต่างชาติอาจเปลี่ยนเป็นการไหลเข้าต่อเนื่องอย่างจริงจังรอบใหม่ได้ หาก (1) เกิดสัญญาณการฟื้นตัวในเชิงบวกของเศรษฐกิจโลก-ไทย และ/หรือแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยกลับมาขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ (2) ธนาคารกลางของประเทศสำคัญๆ อย่างธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ การขยายฐานเงิน การเพิ่มวงเงินหรือขยายเวลาผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) เป็นต้น (3) การเมืองมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น การร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเร็วกว่ากำหนด เดินหน้าสู่การทำประชามติ เป็นต้น”
แนวโน้มการซื้อคืนของต่างชาติน่าจะผลักดันให้ดัชนีซิกแซ็กขึ้น มีเป้าทางเทคนิครอบนี้ไว้ที่บริเวณ 1,440-1,450 จุด อย่างไรก็ดี ระหว่างทางการปรับตัวขึ้นนับจากนี้น่าจะมีการแกว่งตัวมากขึ้นจากแรงขายทำกำไรและงบไตรมาส 3 ที่โดยรวมคาดว่าจะออกมาไม่ดี มองรอบซื้อขายครั้งนี้จะจบลงเมื่อ ดัชนีปิดต่ำกว่าระดับ 1,390 จุด ซึ่งแนะนำเป็นจุดหยุดขาดทุนและกลับเข้าสู่โหมด รอดูจังหวะและแนะนำหาจังหวะเข้าลงทุนช่วงอ่อนตัวมองไว้ที่
ประการแรก หุ้นที่ถูกต่างชาติขายสุทธิ และ/หรือขายล่วงหน้า ออกมามากในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเป้าหมายหลักการซื้อคืนรอบนี้ โดยหุ้นใน SET100 ที่เข้าข่าย คือบริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ส่วนหุ้นนอก SET100 ที่เข้าข่าย คือบริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) และบริษัท เอ็มดีเอ็กซ์ (MDX )
ประการที่สอง หุ้นที่ต่างชาติไม่ได้ลดการถือครองหุ้นในช่วงไตรมาส 3 ที่ขายสุทธิอย่างหนัก แต่กลับมีแนวโน้มเพิ่มการถือครองหุ้นขึ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) บริษัท จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA) บริษัท ไพลอน (PYLON) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK)
ประการที่สาม เชื่อว่าในช่วง 1 เดือนข้างหน้านับจากนี้ (กลางเดือน ต.ค.–กลางเดือน พ.ย.) นักลงทุนจะหันมาสนใจหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาดี จากการประเมินเบื้องต้น หุ้นที่คาดว่างบไตรมาส 3 จะออกมาดีและราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นสูง แนะนำบริษัท การบินกรุงเทพ (BA) บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท อินทัชโฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) บริษัท ไทยคม (THCOM) บริษัท ไทยรีประกันชีวิต (THREL) และบริษัท ไทยสตีลเคเบิล (TSE)







