posttoday
ธุรกิจหลังการขายบูม เกาะเทรนด์ตลาดรถพม่าคึก

ธุรกิจหลังการขายบูม เกาะเทรนด์ตลาดรถพม่าคึก

15 ตุลาคม 2558

การผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ ของ “เมียนมา” คือการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการในแทบทุกธุรกิจ โดยหนึ่งในนั้นคือ “ยานยนต์” ที่นอกจากการขายรถใหม่ รถมือสองแล้ว ตลาดอะไหล่ ชิ้นส่วนยานยนต์ บริการหลังการขายก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงไม่แพ้กัน

การผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ ของ “เมียนมา” คือการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการในแทบทุกธุรกิจ โดยหนึ่งในนั้นคือ “ยานยนต์” ที่นอกจากการขายรถใหม่ รถมือสองแล้ว ตลาดอะไหล่ ชิ้นส่วนยานยนต์ บริการหลังการขายก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงไม่แพ้กัน

โซลิเดียนซ์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์การตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ว่า ความต้องการอะไหล่ยานยนต์ และบริการหลังการขายกำลังเติบโต หลังจากตั้งแต่ปี 2555 รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งรถในตลาดส่วนใหญ่ก็ยังเป็นรถมือสองจากต่างประเทศ

การเติบโตของตลาดยานยนต์สะท้อนชัดเจนในสถิติยานยนต์ในประเทศ โดยตั้งแต่มีการผ่อนคลายกฎทำให้จำนวนยานยนต์จดทะเบียนในเมียนมาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
จากยอดประมาณ 2.3 ล้านคันในปีงบประมาณ 2554-2555 เป็นประมาณ 4.4 ล้านคันในปี 2556-2557

ในจำนวนยานยนต์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 85% ของยานยนต์ทั้งหมด แต่สำหรับชาวเมียนมาที่มีกำลังพอจะซื้อรถยนต์มาใช้ได้ ก็มักเลือกรถยนต์นำเข้ามือสอง เนื่องจากมีราคาถูกกว่ารถใหม่ อีกทั้งยังมีคุณภาพดี และหาชิ้นส่วนอะไหล่ได้ง่าย

รายงานของโซลิเดียนซ์วิเคราะห์ว่า จำนวนยานยนต์มือสองเหล่านี้นี่เองที่เป็นพลังสำคัญที่กระพือความต้องการอะไหล่และบริการหลังการขายต่างๆ ประกอบกับสภาพอากาศและถนนหนทางที่ยังไม่ดีก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้อะไหล่ต่างๆ สึกหรอเร็วขึ้น โดยปัจจุบันถนนในเมียนมาประมาณ 79% ยังไม่ได้ลาดยาง

สำหรับตลาดอะไหล่รถที่มีอัตราการเติบโตแข็งแกร่งที่สุด คือ แบตเตอรี่ และไส้กรองน้ำมันเครื่อง รองลงมาคือ ยางล้อ

ด้วยชื่อเสียงด้านคุณภาพทำให้ยางล้อแบรนด์จากญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งการตลาดรถส่วนบุคคลและรถเพื่อการพาณิชย์อยู่ประมาณ 27% โดยมีแบรนด์ที่อยู่แถวหน้า ได้แก่ “โยโกฮาม่า” และ “บริดจสโตน” ขณะที่ในตลาดแบตเตอรี่ แบรนด์ของญี่ปุ่นก็มีส่วนแบ่งมากเกือบ 50% ส่วนตลาดไส้กรองกลับตกเป็นของแบรนด์จากอินโดนีเซีย ไทย และจีน เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยนบ่อย ทำให้เจ้าของรถยนต์เลือกจะใช้สินค้าที่มีราคาย่อมเยากว่า

แม้ที่ผ่านมาแบรนด์ญี่ปุ่นจะครองตลาดยานยนต์ของเมียนมาได้ โดยอาศัยภาพลักษณ์การเป็น “สินค้าคุณภาพในราคาที่จ่ายไหว” แต่เมื่อไม่นานมานี้ แบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่นก็เริ่มได้รับความนิยมในตลาดเมียนมาเช่นกัน เพราะสามารถขายรถใหม่ในราคาที่ถูกกว่ารถญี่ปุ่นนำเข้าประมาณ 50%

ทั้งนี้ หากมองพฤติกรรมของผู้บริโภคเมียนมาโดยรวมพบว่ายังถือเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” มากกว่า “คุณภาพ” ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับแบรนด์และตัวผลิตภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อซื้อสินค้ามักจะถามถึง “ราคา” มากกว่า “แบรนด์” และจะพยายามหาสินค้าที่มีราคาสบายกระเป๋าที่สุด

ผู้จัดการศูนย์บริการรถยนต์รายหนึ่งในกรุงย่างกุ้ง เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองว่า เขาเห็นมาหลายต่อหลายครั้งว่า หากคนซื้อเห็นว่าราคายางล้อและบริการซ่อมของสองร้านต่างกันมาก ลูกค้าก็จะเลือกซื้อยางล้อร้านที่ขายถูกกว่า แต่จะไปเลือกซ่อมที่ร้านอื่นแทน แม้ว่าจะไม่สะดวกก็ตาม

สำหรับโอกาสในอนาคตนั้นมีการคาดการณ์ว่าตลาดยานยนต์เมียนมาจะเติบโตประมาณ 7.8% ไปจนถึงปี 2562 ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การผ่อนคลายกฎระเบียบ และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่ตลาดหลังการขายรถจะต้องเติบโตแข็งแกร่งไปตามทิศทางของจำนวนรถที่จะมีมากขึ้น ประกอบกับคนมีรายได้เพิ่ม และเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น โดยคาดการณ์ว่าตลาดอะไหล่รถหลักๆ อย่างยางล้อ แบตเตอรี่ และไส้กรองน้ำมันเครื่อง จะมีมูลค่ารวมกันเกือบ 80 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2560 จากที่คาดว่าในปี 2558 จะมีมูลค่าประมาณ 68.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากตลาดอะไหล่รถแล้ว ผู้จัดการโชว์รูมรถยุโรปรายหนึ่ง
ในย่างกุ้งประเมินว่าชาวเมียนมาที่มีรถยนต์ใช้ตอนนี้ยังไม่คุ้นเคยกับบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ แต่ก็เห็นความต้องการด้านนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งโอกาสทองของธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน