
จัดกลุ่ม‘เฮลท์แคร์’
“มอร์นิ่งสตาร์” จ่อแยกกลุ่มกองทุนเฮลท์แคร์ หลังคนไทยแห่ลงทุน ช่วยวัดผลงานง่าย
“มอร์นิ่งสตาร์” จ่อแยกกลุ่มกองทุนเฮลท์แคร์ หลังคนไทยแห่ลงทุน ช่วยวัดผลงานง่าย
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน ประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมแยกกลุ่มกองทุนหุ้นโกลบอลเฮลท์แคร์หรือหุ้นสุขภาพออกมาจากกลุ่มกองทุนหุ้นต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนได้ง่ายขึ้น หลังจากกองทุนโกลบอลเฮลท์แคร์ได้รับความนิยมจากนักลงทุนอย่างมากในปีนี้ โดยคาดว่าสิ้นเดือน ต.ค.นี้จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันกองทุนโกลบอลเฮลท์แคร์มีจำนวน 17 กองทุน ทั้งแบบกองทุนเปิดทั่วไปและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดย 9 เดือนแรกของปี 2558 มีเงินลงทุนไหลเข้ากลุ่มนี้สุทธิกว่า 3.85 หมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเฮลท์แคร์เพิ่มขึ้นเป็น 5.38 หมื่นล้านบาท รองจากกองทุนโกลบอล อโลเคชั่น ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิสูงสุดในกลุ่มกองทุนต่างประเทศ (FIF) ซึ่งอยู่ที่ 5.68 หมื่นล้านบาท ส่วนอันดับสาม กองทุนทองคำ มูลค่าสินทรัพย์ 3.23 หมื่นล้านบาท อันดับสี่ กองทุนหุ้นญี่ปุ่น และอันดับห้า กองทุนหุ้นยุโรป
“กองทุนเฮลท์แคร์ในปัจจุบันมีความหลากหลาย ลงทุนในกองทุนหลัก 7-8 กอง ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนความเสี่ยงและนโยบายการลงทุนก็ต่างกัน จากการเลือกหุ้นที่ไม่เหมือนกัน จึงเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้” นายกิตติคุณ กล่าว
นายกิตติคุณ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มกองทุนซิลเวอร์เอจที่กำลังเปิดตัวอยู่ในขณะนี้จะไม่นำมารวมอยู่ในกลุ่มกองทุนเฮลท์แคร์ เนื่องจากมีการลงทุนในหุ้นเฮลท์แคร์ประมาณ 40% ซึ่งต่างจากกองทุนเฮลท์แคร์ที่ลงทุนในหุ้นเฮลท์แคร์ในสัดส่วนประมาณ 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ผลตอบแทนของกองทุนซิลเวอร์เอจจึงมีดัชนีเปรียบเทียบ คือ กองทุนหุ้นทั่วโลก
“กองทุนซิลเวอร์เอจมีการลงทุนนอกเหนือจากหุ้นเฮลท์แคร์ โดยจะลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายของคนสูงวัย ซึ่งมีการลงทุนที่หลากหลายกว่า เช่น กลุ่มบริการทางด้านสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์ บริการทางการเงิน สันทนาการ ท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย ธุรกิจยานยนต์ เป็นต้น” นายกิตติคุณ กล่าว
ปัจจุบันกองทุนต่างประเทศไม่รวมกองทุนเทอมฟันด์มีเงินไหลเข้าลงทุนสุทธิ 1.07 แสนล้านบาท ซึ่งสูงสุดในประวัติการณ์ โดยกองทุนเฮลท์แคร์มีเงินไหลเข้าสูงสุด 3.58 หมื่นล้านบาท
รองลงมากองทุนหุ้นญี่ปุ่น 2.37 หมื่นล้านบาท กองทุนหุ้นจีน 1.73 หมื่นล้านบาท กองทุนหุ้นยุโรป 1.25 หมื่นล้านบาท และกองทุนหุ้นเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น 5,200 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.09 แสนล้านบาท เติบโตจากสิ้นปีที่ผ่านมา 40.18% โดยกองทุนหุ้นต่างประเทศยังครองส่วนแบ่งสูงสุดอยู่ที่ 61% ตามด้วยกองทุนผสม 18% และที่เหลือ 20% เป็นกองทุนทองคำและกองทุนตราสารหนี้







