
ตราผึ้งชิงธงนำ ด้วยกรีนโปรดักต์
สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (กรีนโปรดักต์) เป็นกระแสความสนใจจากผู้บริโภคทั่วโลก จากการประเมินของนีลเส็น โกลบอล เซอร์เวย์ (NielsenGlobal Survey) คาดว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า หรือปี 2583 ลูกค้าในโลกกว่า 55% ต้องการซื้อสินค้ากรีนโปรดักต์ อีกทั้งแบรนด์ในโลกที่ผลิตสินค้ากรีนโปรดักต์ยังมีจำนวนไม่มาก จึงเป็นพื้นที่ทองของแบรนด์ไทยจะเข้าไปยึดพื้นที่และครองตลาดให้ได้
สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (กรีนโปรดักต์) เป็นกระแสความสนใจจากผู้บริโภคทั่วโลก จากการประเมินของนีลเส็น โกลบอล เซอร์เวย์ (NielsenGlobal Survey) คาดว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า หรือปี 2583 ลูกค้าในโลกกว่า 55% ต้องการซื้อสินค้ากรีนโปรดักต์ อีกทั้งแบรนด์ในโลกที่ผลิตสินค้ากรีนโปรดักต์ยังมีจำนวนไม่มาก จึงเป็นพื้นที่ทองของแบรนด์ไทยจะเข้าไปยึดพื้นที่และครองตลาดให้ได้
โกวิท ควรทรงธรรม กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มปาล์มธรรมชาติ ผู้บริหารน้ำมันปาล์มตราผึ้ง เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่องปีละ 3-5% ถือเป็นสินค้าจำเป็น จึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากนัก ขณะที่ตลาดในประเทศแข่งขันสูง ปัจจุบันมีประมาณ 10 แบรนด์หลักในตลาด
ทั้งนี้ “น้ำมันปาล์มตราผึ้ง” ต้องการสร้างความแตกต่างให้แก่อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย โดยเน้นกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหัวใจขององค์กร โดยบริษัทใส่ใจการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แม้ว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าทั้งหมดสูงขึ้นเมื่อเทียบกับแบรนด์รายอื่น ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่า คำว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กรระยะยาว หลังจากนั้นยอดขายสินค้าก็จะเติบโตตามมาเอง
สำหรับการให้ความสำคัญกับกรีนโปรดักต์ที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ส่งผลให้น้ำมันปาล์มตราผึ้งได้รับรางวัล “ฉลากลดคาร์บอนฟุตพรินต์ สีทอง ประจำปี 2558” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นบริษัทแรกที่ได้รับรางวัลในกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มตรา “ผึ้ง” ขนาดบรรจุขวด 1 ลิตรมีค่า “คาร์บอน ฟุตพรินต์” (Carbon Footprint) อยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันปาล์มยี่ห้ออื่น จากการคำนวณโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เชื่อมั่นว่าจะสร้างมูลค่าให้แก่แบรนด์เพิ่มมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมาก คือ การดูแลเกษตรกรที่ปลูกปาล์ม และเป็นเครือข่ายของบริษัท ที่ให้การอบรมความรู้เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพราะเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยทั้งบริษัทและประเทศไทยให้มีผลผลิตสูงขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก เพราะประเทศไทยเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับสามของโลก อีกทั้งอยากให้รัฐมีการจัดโซนนิ่งการปลูกปาล์มให้ชัดเจน ซึ่งพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกปาล์มมากสุด คือ ภาคตะวันออก และภาคใต้
นอกจากนี้ ในส่วนของโรงงานมีการนำน้ำเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) และผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมทั้งมุ่งนโยบายลดของเสียในโรงงานให้มากที่สุด ทำให้ช่วยลดต้นทุนภายในองค์กรและส่งผลดีต่อชุมชนที่อยู่รอบโรงงาน ที่ผ่านมาบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในสัดส่วน 30% และขายประมาณ 70%
รวมทั้งอยู่ระหว่างการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีน้ำหนักเบาลงแต่คงความแข็งแรงของขวด เพื่อการขนส่งที่สะดวก ลดต้นทุน และเป็นผลดีต่อผู้บริโภค ที่มีน้ำหนักขวดเบาลง และมีปริมาณสินค้าเท่าเดิม ทั้งหมดจึงส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นการลดใช้ทรัพยากร
แผนต่อไปของน้ำมันปาล์มตราผึ้ง จะไปขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ทั้งกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เชื่อว่าสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมีกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการในตลาดอาเซียนจำนวนมาก อีกทั้งบริษัทไม่เน้นแข่งขันด้านราคา แต่มุ่งผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป
พร้อมกันนี้ ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ จะสร้างยอดขายเติบโต 3-5% ในทุกปี รวมถึงเพิ่มยอดขายในต่างประเทศให้มีสัดส่วน 20% ของยอดขาย และในประเทศ 80% ของยอดขาย จากปี 2558 มียอดขายในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% โดยในปี 2558 ยอดขายรวมของบริษัทจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนมียอดขายรวมประมาณ 1,800 ล้านบาท
ปัจจุบัน “น้ำมันปาล์มตราผึ้ง” เป็นแบรนด์ในอันดับ 5-6 ของตลาด และตั้งเป้าหมายว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า จะสามารถสร้างยอดขายให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันให้ได้ โดยยึดถือแนวทางการสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยคุณภาพและสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม







