
ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (วันที่ 5-9 ต.ค. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 415,579.38 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 83,115.88 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 4%
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (วันที่ 5-9 ต.ค. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 415,579.38 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 83,115.88 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 4%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 294,637 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond)ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 88,841 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 11,027 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB196A (อายุ 3.7 ปี) LB21DA (อายุ 6.2 ปี) และ LB15DA (อายุ .2 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 27,934 ล้านบาท 16,262 ล้านบาท และ 9,197 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น รุ่น DTAC167A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 652 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต รุ่น DTN207A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 634 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT162A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 576 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลง 5-14 bps โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง 0.14% จาก 2.77% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 2.63% โดยเป็นผลจากการเข้าซื้อตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ และตลาดมีการคาดการณ์ว่าจะมีเงินลงทุนเข้ามาในกลุ่มประเทศ Emerging Market มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนหลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ก.ย.ของสหรัฐ ซึ่งประกาศในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเพียง 1.42 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ประมาณ 2 แสนตำแหน่ง ซึ่งตลาดตีความว่า Fed อาจยังไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ภายในปีนี้
ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 5-9 ต.ค. 2558) จึงมีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 34,107 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 32,185 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) 1,922 ล้านบาท ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงกว่า 2% จาก 36.25 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์เป็น 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์







