
อินโดนีเซียรุ่ง
โดย...ต้นหลิว
โดย...ต้นหลิว
ครั้งหนึ่งเคยนึกสงสัยว่า ทำไมแดนอิเหนาเพื่อนบ้านเราถึงไม่นิยมใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตกัน
ทั้งที่อินโดนีเซียเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 250 ล้านคน แต่กลับมีผู้ใช้บัตรเครดิตเพียงประมาณ 8 ล้านคน คิดเป็น 15.8 ล้านใบ หรือเพียง 3.2% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น
หากเทียบกับไทยที่มีประชากรเพียง 65 ล้านคน หรือน้อยกว่าเกือบ 4 เท่าแล้วจะเห็นว่า เรามีผู้ถือบัตรเครดิตถึง 20.8 ล้านคน และบัตรเดบิต 45.8 ล้านใบเลยทีเดียว
ทว่า นี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งเช่นกันที่ทำให้ตลาดการพัฒนาเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ในอินโดนีเซีย น่าดึงดูดและเติบโตมากกว่าในบ้านเราก็เป็นได้
เพราะเมื่อคนไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัยในการรูดซื้อของด้วยบัตร และแบงก์ไม่สามารถตอบสนองเรื่องระบบการชำระเงินได้ พูดง่ายๆ ว่าแบงก์ไม่สามารถกินรวบได้หมด เหลือประตูบานใหญ่เปิดทิ้งเอาไว้ จึงมีช่องว่างให้เอกชนเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้แทนได้
ยิ่งตลาดอี-คอมเมิร์ซอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่มาก ก็ยิ่งดึงดูดให้เหล่าสตาร์ทอัพแข่งขันพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการเงินบนมือถือและอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายและถูกลง ส่วนหนึ่งยังสะท้อนผ่านนักลงทุนที่เข้ามาในแดนอิเหนา ทั้งในรูปของกองทุนเวนเจอร์ แคปปิตอล และนักลงทุนอิสระ เช่น กลุ่มไซเบอร์เอเจนท์ จากญี่ปุ่น ที่ขนเงินลงทุนไปกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ
ล่าสุด ก็มีความร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชนกับแบงก์หลายแห่ง ร่วมมือกันเปิดตัวสมาคมฟินเทค อินโดนีเซีย เพื่อเป็นฟอรั่มเทคโนโลยีฟินเทคโดยเฉพาะสำหรับทุกกลุ่มตั้งแต่สตาร์ทอัพ แบงก์ บริษัทประกัน เวนเจอร์ แคปฯ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ
สถานการณ์นี้ค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับบ้านเรา ที่ภาคแบงก์แทบจะกวาดส่วนแบ่งไปหมด แถมยังหันไปจับมือกับเทลโก้ (บริษัทโทรคมนาคม) ซึ่งที่จริงแล้วควรจะต้องเป็นคู่แข่งกันออกผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ หลากหลายมาแข่งกันในตลาด แต่กลับกลายเป็นว่า แบงก์กับเทลโก้ร่วมมือกันเป็นเนื้อเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนลูกค้าเองก็ยังไม่ค่อยเชื่อใจสตาร์ทอัพมากนักหากเทียบกับแบงก์ เลยทำให้ฟินเทคบ้านเราค่อนข้างอยู่ในวงจำกัดและไม่หลากหลายอย่างที่ควรจะเป็น







