
หุ้นกลุ่ม Big Cap เป้าหมายหลักต่างชาติกลับมาซื้อ
สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ฟื้นตัวขึ้นมาแรงกว่า 4.5% ตามการกลับมาของกระแสเงินทุน นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตราสารทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 6-8 ต.ค. 2558 กว่า 4,000 ล้านบาท อันเป็นภาพต่อจากการเข้าซื้อในตราสารอนุพันธ์ SET50 Futures ในช่วงวันที่ 29 ก.ย.-8 ต.ค. 2558 ด้วยยอดสะสมสูงถึง 6.2 หมื่นสัญญา (ในทางสถิติการเข้าซื้อในตราสารอนุพันธ์ด้วยยอดสะสมจำนวนเกินกว่า 2 หมื่นสัญญา จะมีความสัมพันธ์กับการเข้าซื้อในตราสารทุนในอีก 5-10 ปีถัดไป) นอกจากการซื้อในตราสารทุนและอนุพันธ์แล้ว นักลงทุนต่างประเทศยังเข้าซื้อในตราสารหนี้ระหว่างวันที่ 6-8 ต.ค. 2558 กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ฟื้นตัวขึ้นมาแรงกว่า 4.5% ตามการกลับมาของกระแสเงินทุน นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตราสารทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 6-8 ต.ค. 2558 กว่า 4,000 ล้านบาท อันเป็นภาพต่อจากการเข้าซื้อในตราสารอนุพันธ์ SET50 Futures ในช่วงวันที่ 29 ก.ย.-8 ต.ค. 2558 ด้วยยอดสะสมสูงถึง 6.2 หมื่นสัญญา (ในทางสถิติการเข้าซื้อในตราสารอนุพันธ์ด้วยยอดสะสมจำนวนเกินกว่า 2 หมื่นสัญญา จะมีความสัมพันธ์กับการเข้าซื้อในตราสารทุนในอีก 5-10 ปีถัดไป) นอกจากการซื้อในตราสารทุนและอนุพันธ์แล้ว นักลงทุนต่างประเทศยังเข้าซื้อในตราสารหนี้ระหว่างวันที่ 6-8 ต.ค. 2558 กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
ภาพของการไหลเข้าของเงินทุนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในประเทศ แต่เกิดขึ้นกับทั้งภูมิภาค นักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อทั้งในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมไปถึงการเข้าซื้อในโซน Northeast Asia ส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคล้วนปรับแข็งค่าขึ้นเฉลี่ยกว่า 2.5% ตรงข้ามกับการอ่อนค่าของเหรียญสหรัฐ ซึ่งถูกขายทำกำไรหลังจากที่ตลาดผ่อนคลายต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
กระแสเงินกำลังเริ่มเปลี่ยนรูปจากเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ซึ่งทำให้ตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ น้ำมัน หรือแม้แต่กระทั่งน้ำตาลล้วนปรับเพิ่มขึ้นอย่างแรง ประเมินว่ากระแสเงินที่กำลังเปลี่ยนรูปเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ยังมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้อีก
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กระแสเงินไหลกลับรอบนี้น่าจะมาจากตัวเลขภาคแรงงานของสหรัฐที่รายงานเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2558 แล้วออกมาแย่กว่าที่คาดหมายไว้มาก โดยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ย. 2558 เพิ่มเพียง 1.42 แสนตำแหน่ง (น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่ม 2.01 แสนตำแหน่ง) ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ 5.1% พร้อมกับปรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน ส.ค. ลงเหลือ 1.36 แสนตำแหน่ง จากเดิมที่ 1.73 แสนตำแหน่ง
ตัวเลขภาคแรงงานที่ย่ำแย่เป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดมีความคาดหวังว่า เฟดจะต้องกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจตัดสินใจเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยไปเป็นปีหน้า โดยการคำนวณความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือน ต.ค. หรือเดือน ธ.ค. ผ่าน Fed Fund Futures ได้ค่าออกมาล่าสุดเหลือ 10% (ความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค.) และ 32.4% (ความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.) ลดลงจากช่วงก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานที่ 16% และ 35% ตามลำดับ
ฝ่ายวิจัยประเมินการกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างประเทศน่าจะมีเป้าหมายหลักในหุ้นกลุ่ม Big Cap ที่ปรับลงหนักในช่วงก่อนหน้าจนมี Valuation ที่น่าสนใจอย่าง พลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ถูก Short Sell ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 2558 น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนใจเป็นพิเศษ และมีโอกาสสูงที่จะเกิดแรงซื้อคืน (Cover Short) โดยหุ้นที่ถูก Short Sell มากที่สุด 20 อันดับแรกในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 2558 จะประกอบไปด้วย PTT KBANK AOT KTB SCC PTTEP TRUE ADVANC PTTGC CPF SCB IRPC BBL JAS ITD DTAC CPALL BH INTUCH IVL ซึ่งฝ่ายวิจัยเลือกตัวเด่นเป็น PTT PTTEP PTTGC SCB และ AOT







