posttoday
หุ้นไทยส่อแกว่งรอตัวช่วยใหม่

หุ้นไทยส่อแกว่งรอตัวช่วยใหม่

12 ตุลาคม 2558

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยวิ่งแรงตามตลาดหุ้นโลกตอบรับกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นต้นปีหน้าเป็นอย่างเร็ว

รายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเมื่อวันที่ 16-17 ก.ย. แสดงให้เห็นว่าเฟดวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ และเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะไม่แกร่งพอที่จะรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เฟดคาดว่าสถานการณ์ในตลาดโลกมีแนวโน้มจะกดดันเงินเฟ้อต่อไปในระยะใกล้นี้ และจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ IMF ก็มีมุมมองสอดคล้องกับเฟด โดยชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวลง ท่ามกลางการร่วงลงอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ พร้อมเตือนว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงไม่ต่อเนื่อง และตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้น นอกจากนั้น IMF ยังชี้ว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

IMF ยังเห็นว่าจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กระแสการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปเป็นปีหน้าได้ช่วยหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลก จึงดีดนำตลาดหุ้นรอบนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานบ้านเราเกาะกระแสนี้พุ่งพรวด 7.8% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ดัชนีหุ้นไทยดีดเกือบ 5% ภายในสัปดาห์เดียว การขึ้นต่อจำเป็นต้องมี “ตัวช่วย” ใหม่ๆ เข้ามากระตุ้น นอกเหนือจากเรื่องเฟดเลื่อนขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยที่น่าติดตาม ได้แก่ ประการแรก ผลดำเนินงานไตรมาส 3 และแนวโน้มธนาคารพาณิชย์จะรายงานงบไตรมาส 3 ก่อนวันที่ 21 ต.ค.นี้ จากนั้นหุ้นที่เหลือจะเริ่มทยอยรายงานงบตั้งแต่ช่วงปลายเดือนนี้ก่อนถึงเส้นตายในกลางเดือน พ.ย.

ความคาดหวังต่อผลดำเนินงาน บจ.อยู่ในเกณฑ์ต่ำอยู่แล้ว จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเกินคาด นักเศรษฐศาสตร์สำนักต่างๆ ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยเหลือโตต่ำกว่า 2.7% ในปีนี้ และขยายตัว 3% เศษในปีหน้า แต่มีบางค่าย เช่น ธนาคารโลกที่มองปีหน้าจะต่ำเตี้ยต่อเนื่อง ล่าสุด ค่าพี/อี ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ราว 15.8 เท่า ของประมาณการกำไรปีนี้ และจะลดเหลือ 13.6 เท่า ในปีหน้าที่คาดว่ากำไรจะโต 16%

ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ 3.4% ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 4% ในปีหน้า ความเห็นผู้บริหาร บจ.ถึงแนวโน้มผลประกอบการปีหน้าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทิศทางตลาด หากความเห็นส่วนใหญ่ถูกถอดรหัสว่า กำไร บจ.ในภาพรวมจะโตต่ำกว่า 10% ในปีหน้า ดัชนีหุ้นมีโอกาสน้อยนิดที่จะฝ่าด่านแนวต้านสำคัญแถว 1,460 จุด ในหนึ่งเดือนข้างหน้า

ประการที่ 2 การเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลังล่าช้ามานาน งานประมูลโครงสร้างพื้นฐานเริ่มออกมาแล้ว เริ่มที่โครงการรถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย มูลค่า 11,272 ล้านบาท จะประมูลในวันที่ 5 พ.ย.

ถัดไปจะประมูลเส้นจิระ-ขอนแก่น มูลค่า 26,007 ล้านบาท ในวันที่ 8 ธ.ค. และตามมาด้วยเส้นประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร มูลค่า 17,293 ล้านบาท ก่อนสิ้นปี

นอกจากนั้น ยังมีโครงการมอเตอร์เวย์และรถไฟฟ้าที่จะทยอยตามมา ยิ่งเร็วยิ่งส่งผลดี ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะในหุ้นที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ กสทช.จะจัดประมูลคลื่น 1,800 MHz ในวันที่ 11 พ.ย. และคลื่น 900 MHz ในกลางเดือน ธ.ค. หากทำได้ตามกำหนดนอกจากจะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ต่อหุ้นมือถือ และช่วยเดินหน้าแผนเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย

สรุปว่ามุมมองที่เฟดจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ช่วยลดแรงกดดันชั่วคราว ตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร่วงแรงก่อนหน้านี้จึงฟื้นตัวสั้นๆ

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาเร็วและแรงเกินไปจะเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แนะแบ่งขายเพิ่มเติมตามแนวต้าน 1,420, 1,440 และ 1,460 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับขยับขึ้นมาที่ 1,390 และ 1,380 จุด ตามลำดับ ตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 4 ยังมีแนวโน้มแกว่งผันผวนจากปัจจัย Growth Divergence กล่าวคือ เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว นำโดยสหรัฐขยายตัวดีขึ้นโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น

ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่นำโดยจีนกลับแผ่วลงรวมถึง Interest Divergence กล่าวคือ แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด สวนทางกับธนาคารกลางส่วนใหญ่ที่ยังตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน บางแห่งมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำ เช่น จีน หรือแม้กระทั่งยุโรปและญี่ปุ่น

พบกันใหม่ครั้งหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท